The Gallery...
Author: Lucreazia
Fan-Fiction: TVXQ (Pairing: YunJae)
Kind: Short-Fiction (2 ตอนจบ)
Rate: PG-17
Author's Note: Happy Valentine's Day!! ^^
คนอ่านทุกคน... แฮปปี้วาเลนไทน์เดย์นะค้า
*ยิ้มค้าง*
วะฮ่า ๆๆ ยอมรับก่อนนะคะแอบหายหัวไปนานเหลือเกินค่ะครั้งนี้...
ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ นอกจากจะโอดครวญและร้องขอความเห็นใจจากคนอ่านอ่ะค่ะ =w=
โฮ ๆๆๆ รายงานมันช่างเยอะเหลือเกินนนนนนนนน~
*สครีมโหยหวน*
เราต้องขอโทษแฟนฟิคและคนอ่านทุกท่านเอาไว้ตรงนี้ด้วยนะค้า T^T
เอาล่ะค่ะ... กลับมาพูดเรื่องน้องช็อทฟิค 2 ตอนจบเรื่องนี้กันเถอะนะคะ^^
คือเราได้แรงบันดาลใจจากทรงผมของยุนนี่วันที่มาแถลงเรื่องโฆษณายามาฮ่าครั้งล่าสุดน่ะค่ะ
เห็นปุ๊บ... โป๊ะเชะ!!!
จับมาจิ้น จิ้น จิ้น และจิ้น จนกลายมาเป็นน้องฟิคที่ปรากฏอยู่ตรงด้านล่างนี้แหละค่ะ ฮ่า ๆๆ
อา... แล้วเรื่องราวที่เกิดจากความประสาทชั่ววูบของคนแต่งจะเป็นยังไงนั้น เชิญอ่านได้เลยยค่ะ
ขอให้สนุกกับการอ่านเช่นเคยนะคะ^^
ขอบคุณคนอ่านทุกคนทั้งที่เม้นท์และไม่เม้นท์มาก ๆ เลยค่ะ
*กระโดดกอด*
**ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน... และถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจหรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าเวบเพจนี้ลงอย่างสันติ ขอความกรุณาอย่าก่อกวนโดยการเม้นท์ต่อว่านะคะ ขอบคุณค่ะ**
The Gallery...
(Chapter: 01/02)
By: Lucreazia
.
.
.
ร่างบอบบางของใครคนหนึ่งในชุดลำลองสบาย ๆ กำลังหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้ารูปภาพรูปหนึ่งซึ่งถูกอัดใส่กรอบกระจกขนาดใหญ่ที่แขวนแสดงโชว์อยู่ตรงฝาผนังยาว ๆ ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดของอาร์ทแกลลอรี่แห่งหนึ่งย่านชานเมือง นัยน์ตาสีดำสนิทราวนิลชั้นดีของชายหนุ่มร่างบางกำลังจดจ้องอยู่บนรูปถ่ายรูปนั้นโดยไม่ละสายตาไปไหนเลยแม้แต่วินาทีเดียว ริมฝีปากอิ่มชื้นสีสดเผยอค้างผ่อนลมหายใจออกมาเพียงแผ่วเบาเมื่อกระแสความรู้สึกหลากหลายมากมายหลั่งไหลแล่นพล่านตั้งแต่ปลายเส้นผมจนจรดปลายเท้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ภาพถ่ายที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นราวกับจะตรึงลมหายใจของเขาเอาไว้ได้อยู่หมัด...
เจ้าของดวงหน้าหวานละมุนขยับเท้าข้างหนึ่งเพื่อถอยหลังก่อนจะก้มลงมองป้ายชื่อของผู้ถ่ายภาพซึ่งสามารถสะกดให้ตัวเขาหยุดยืนชมและดื่มด่ำในความงดงามทางศิลป์อยู่นานสองนานด้วยความสนใจใคร่รู้ ริมฝีปากอิ่มสวยถูกเจ้าของของมันขยับขึ้นลงเพื่ออ่านตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวที่เรียงอยู่บนแผ่นป้ายแข็ง ๆ กรอบเงินใต้รูป...
ปีกนางฟ้า...
ร่างบอบบางขมวดคิ้วเข้าหากันจนมันแทบจะพันกันยุ่งเมื่อพบว่าชื่อของช่างภาพผู้ถ่ายรูปแสนสวยรูปนี้นั้นกลับไม่ปรากฏอยู่บนแผ่นป้ายแต่อย่างใด บนกระดาษสีครีมสะอาดกลับมีเพียงแค่วลีสั้น ๆ ที่คล้ายจะเป็นคำจำกัดความของภาพอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จะด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กเล็ก ๆ หรือความสนใจที่ดูจะมีมากเป็นพิเศษก็ไม่อาจจะทราบได้... กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ข้อเท้าคู่เล็กพาเจ้าของของมันไปหยุดอยู่ตรงหน้าเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของสตูดิโอแห่งนี้โดยไม่รอช้า
"ขอโทษนะครับ..."เสียงแหบนิด ๆ ที่ดังลอดพ้นเรียวปากอิ่มชื้นสีสดออกมานั้นสามารถดึงความสนใจจากหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนก้มหน้าจัดเรียงแผ่นพับให้เป็นระเบียบอยู่ได้เป็นอย่างดี
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้ตามมารยาทพลางถามด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข่วยไหมคะ?"
คนตัวเล็กบางในเสื้อกันหนาวมีฮู้ดยิ้มบาง ๆ ก่อนจะถาม
"คือ... ผมอยากจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับภาพ ‘ปีกนางฟ้า' ที่แขวนโชว์อยู่ตรงมุมโน้นน่ะครับ"
หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงทำท่านึกอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบ
"อ๋อ!! ภาพนั้นน่ะเอง คุณสนใจภาพนั้นเหรอคะ? จริง ๆ แล้วทางแกลลอรี่ของเรามีผลงานของช่างภาพคนนั้นอยู่อีกหลายรูปเลยล่ะค่ะ แต่เผอิญว่าไม่กี่วันมานี้เจ้าของผลงานเขามาเก็บกลับไปหมดแล้ว ตอนนี้เลยเหลืออยู่แค่รูปนั้นรูปเดียวน่ะค่ะ..."
นัยน์ตาสีดำฉายแววแห่งความอยากรู้อย่างปิดเอาไว้ไม่มิดในขณะที่เจ้าของของมันพยักหน้าน้อย ๆ เพื่อเป็นการตอบรับบทสนทนาไปด้วย... แม้จะไมได้ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวก็ตามที
ร่างเล็กบางของหญิงสาวก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ตรงลิ้นชักตรงข้างโต๊ะประชาสัมพันธ์อยู่ชั่วครู่ก่อนที่หล่อนจะบอก
"เอ... เดี๋ยวนะคะ ดิฉันมีแผ่นพับที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายของช่างคนนี้เก็บเอาไว้ด้วย ถ้ายังไงคุณสะดวกที่จะรอสักครู่ไหมคะ?"
"ได้สิครับ..."ชายหนุ่มร่างบางตอบก่อนจะหันหลังเพื่อมองไปทางภาพถ่ายภาพนั้นอีกครั้ง
คิมแจจุงกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความงดงามและความละเมียดละไมจากภาพถ่ายภาพนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทราวความมืดมิดของยามค่ำคืนจ้องมองภาพขนนกสีขาวจำนวนมากมายที่ลอยละลิ่วปลิวละล่องเคว้งคว้างอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวหน้าของน้ำในทะเลสาบซึ่งกำลังสะท้อนแสงแดดยามเย็นเป็นประกายสีรุ้งระยิบระยับงดงามจับตา
แม้จะเคยเห็นภาพวาดและภาพภ่ายมานับร้อยนับพันภาพ...
หากกลับไม่มีภาพใดที่ทำให้เขารู้สึกตราตรึงใจได้ขนาดภาพนี้...
ภาพนี้อาจจะดูเผิน ๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรเป็นพิเศษ...
หากสำหรับคิมแจจุงแล้วการมองภาพตรงหน้านี้ทำให้ความรู้สึกลึก ๆ ที่อัดแน่นอยู่ภายในใจมันกลับท่วมท้นและเต็มตื้นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด...
"เจอแล้วล่ะค่ะ!!" เสียงของหญิงสาวคนเดิมดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอาคนตัวเล็กบางที่กำลังยืนเหม่อคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ
หญิงสาวลุกขึ้นจากท่านั่งคุกเข่าเพื่อค้นของในลิ้นชักพลางปัดเศษฝุ่นซึ่งเปรอะตรงชายกระโปรงเล็กน้อยก่อนจะยื่นกระดาษซึ่งพิมพ์สี่สีเป็นมันเรียบในมือข้างขวาของตนส่งให้ร่างบอบบาง
"นี่ค่ะแผ่นพับที่รวมผลงานทั้งหมด"
แจจุงหันหลังกลับมาพลางยื่นมือออกไปรับแผ่นพับด้วยความยินดีก่อนจะกล่าวคำขอบคุณด้วยความจริงใจ
"ขอบคุณมากเลยนะครับที่คุณอุตส่าห์เสียเวลาหาให้ขนาดนี้"
"ไม่เป็นไรเลยค่ะ ต้องบอกว่ายินดีเสมอมากกว่าถึงจะถูกค่ะ"เธอตอบพลางส่งยิ้มให้ด้วยความจริงใจเช่นกัน
แจจุงยิ้มน้อย ๆ ให้หล่อนก่อนจะค่อย ๆ หมุนส้นเท้าเพื่อหันหลังกลับเพื่อเดินออกไปตามทางที่ตนเคยเข้ามา ชายหนุ่มร่างเพรียวบางสาวเท้าไปบนทางเดินที่ถูกปูด้วยพรมราคาแพงพร้อมกับเปิดแผ่นพับออกดูด้วยความสนอกสนใจอยู่ไม่น้อย สายตาของร่างบอบบางไล่ไปตามภาพถ่ายและตัวอักษรที่เรียงติดกันเป็นพรืดบนแผ่นพับก่อนจะมาสะดุดอยู่ตรงชื่อของช่างภาพผู้เป็นเจ้าของผลงานทั้งหมด
ชองยุนโฮ...
ริมฝีปากอิ่มชื้นสีสดเผยอขึ้นเพื่อพึมพำทวนชื่อนั้นออกมาซ้ำ ๆ ด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าการกระซิบ
และในขณะที่แจจุงกำลังผลักประตูกระจกแบบหมุนได้ถึงสามร้อยหกสิบองศาเพื่อจะออกจากอาร์ทแกลลอรี่กลับมีชายหนุ่มร่างสูงอีกคนผลักเข้ามาจากอีกด้านด้วยเช่นกัน!!
ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่กับแจ็คเก็ตสีเขียวเข้มจ้องมองผ่านแว่นสายตากรอบดำด้วยอาการขอโทษขอโพยที่อยู่ ๆ เจ้าตัวก็ผลักประตูเข้ามาด้วยความรวดเร็วจนไม่ทันระวังให้ดีเสียก่อน แจจุงอ่านความหมายที่แฝงมากับแววตาคู่นั้นออกจึงก้มศีรษะให้เล็กน้อยเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรและถือเป็นการขอโทษไปในคราวเดียวกัน
ชั่วขณะที่คนสองคนอยู่ในประตูหมุนทำจากกระจกใสนั้นกินเวลาไม่เกินไปกว่าหนึ่งนาที... หากระยะเวลาแสนสั้นนั้นมันกลับก่อความรู้สึกบางอย่างขึ้นโดยที่ทั้งสองคนไม่ทันได้รู้ตัวเลยสักนิด...
ชายหนุ่มผู้มาใหม่เจ้าของผมทรงหางม้าก้มศีรษะให้อีกครั้งเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ด้านในแกลลอรี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างบอบบางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการตอบรับก่อนจะหันหลังแล้วสาวเท้าออกเดินสู่ถนนซึ่งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยกระถางไม้ดอกไม้ประดับอย่างไม่รีบร้อน
.
.
.
"อ้าว!! คุณชองวันนี้มาเองเลยเหรอคะ?"ประชาสัมพันธ์สาวเอ่ยถามเสียงสดใสเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของผู้มาใหม่ที่เพิ่งจะโผล่เข้ามาอยู่ในกรอบสายตา
เจ้าของชื่อยิ้มกว้างรับคำทักทายนั้นพลางวางกระเป๋าสะพายใบเก่งลงบนโต๊ะประชาสัมพันธ์ก่อนจะตอบด้วเยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"อื้ม พอดีวันนี้ว่างนิดหน่อยน่ะ ก็เลยแวะมา"
หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสีเทาเข้มเดินออกมาจากด้านในของโต๊ะประชาสัมพันธ์ก่อนจะแตะมือลงบนต้นแขนของชายหนุ่มด้วยความคุ้นเคย
"นี่คุณชอง วันนี้น่ะมีหนุ่มน้อยหน้าสวยมาชมผลงานของคุณด้วยนะ จะบอกให้"
"จริงเหรอ?"ย้อนถามพลางยกยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ พร้อมกับหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งราวกับต้องการจะบอกว่าไม่เชื่อในคำพูดของคู่สนทนาสักเท่าไหร่นัก
"จริงสิคะ เนี่ยเมื่อกี๊เขายังเอาแผ่นพับรวมผลงานของคุณชองติดมือกลับไปด้วยอยู่เลย"เธอยืนยันพลางชี้ไม้ชี้มือไปตามทางเดินที่จะออกไปยังประตูด้านหน้าของสตูดิโอเป็นท่าทางประกอบ
ยุนโฮส่ายศีรษะน้อย ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
"เขาแค่ขอไปอย่างนั้นเองรึเปล่า? คุณอย่ามาหลอกให้ผมดีใจไปหน่อยเลย"
"แหม... จริง ๆ นะคะ เมื่อครู่นี้เขายืนเหม่อมองภาพของคุณชองอยู่ตั้งนานสองนานแหน่ะค่ะ"ตอบพลางค้อนวงเบ้อเริ่มให้ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจัดด้วยอาการกระเง้ากระงอด
"ขนาดนั้นเลยเหรอ?"ถามพร้อมกับหัวเราะลงคออย่างอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย
"ใช่สิคะ!! แต่ว่าเจ้าตัวเขาก็หน้าตาดีเสียจนฉันแอบเผลอคิดไปว่าเขาเป็นตุ๊กตาไปเลยล่ะค่ะ ตอนที่เขายืนนิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จาฉันยังอดคิดไม่ได้เลยค่ะว่าคนคนนี้นี่หลุดออกมาจากภาพวาดหรือเปล่านะ? อะไรทำนองนี้น่ะค่ะ"
ชองยุนโฮหัวเราะลงคออีกครั้งก่อนจะสาวเท้ายาว ๆ เพื่อเข้าไปยังด้านในของแกลลอรี่ชื่อดังพลางเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะพึมพำออกมาอยู่คนเดียว
"หนุ่มหน้าสวยงั้นเหรอ? เอ... หรือว่าจะใช่คนเมื่อกี๊หรือเปล่านะ?"
.
.
.
"อะไรนะครับ!!?"เสียงแหบแห้งเล็กน้อยหากฟังแล้วกลับให้ความไพเราะเสนาะหูอยู่ในทีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในแกลลอรี่ที่จัดแสดงผลงานภาพถ่าย
"คือเจ้าของผลงาน... ดิฉันหมายถึงคุณชองน่ะค่ะ เขาเพิ่งจะมารับภาพสุดท้ายกลับไปแล้วเมื่อวานนี้ค่ะ"ประชาสัมพันธ์คนเดิมบอกด้วยกิริยาแสดงอาการขอโทษขอโพย... แม้ว่าเจ้าหล่อนจะไม่ได้เป็นคนทำผิดอะไรเลยก็ตามที
เจ้าของใบหน้าหวานละมุนพรูลมหายใจออกมาเป็นทางยาวคล้ายกับจะปลงก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ คล้ายกับจะกระซิบบอกกับตัวเองมากกว่าจะโต้ตอบกับร่างตรงหน้า
"อย่างนั้นเหรอครับ..."
คิมแจจุงรู้สึกเสียดายเป็นที่สุดเมื่อเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองนั้นมาช้าไปเพียงแค่ก้าวหนึ่งเท่านั้น... ถ้าหากย้อนเวลาได้เขาก็คงจะตัดสินใจติดต่อขอซื้อภาพถ่ายภาพนั้นโดยไม่รอช้า คนตัวเล็กในเสื้อเขิ้ตสีขาวสะอาดตาก้มลงมองมือของตัวเองที่ประสานกันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหญิงสาวเจ้าของผมสีน้ำตาลแกมแดงแล้วถามว่า
"เอ้อ... ถ้าผมอยากจะติดต่อคุณชองยุนโฮ เพื่อขอซื้อภาพล่ะครับ คุณพอจะให้ที่ติดต่อกับผมได้ไหมครับ?"
คนฟังเบิกตาโตขึ้นเป็นสองเท่าก่อนจะย้อนถามเสียงสูง
"คุณจะติดต่อขอซื้อเหรอคะ?"
"ครับ... ทำไมเหรอครับ?"แจจุงตอบรับเสียงหนักแน่นก่อนจะถามด้วยความไม่เข้าใจ
"เอ่อ... คือ ดิฉันเกรงว่าการติดต่อของคุณจะไม่ประสบผลสำเร็จน่ะสิคะ"ประชาสัมพันธ์สาวอึกอักไปเล็กน้อยในขณะที่พยายามพูดด้วยน้ำเสียงปฏิเสธคำขอร้องของร่างตรงหน้าอย่างสุภาพที่สุด
ร่างบางในเสื้อเชิ้ตเนื้อดีเอียงคอเล็กน้อยด้วยความฉงนก่อนจะเปิดปากถามอีกครั้ง
"ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?"
"เพราะคุณชองไม่เคยขายภาพของตัวเองให้ใครน่ะสิคะ เขาเป็นคนเก็บตัวมากและยังรักการถ่ายภาพแทบจะเท่าชีวิตเลยล่ะค่ะ เพราะอย่างนั้นดิฉันเลยเกรงว่า..."
"ผมเข้าใจที่คุณพูดครับ เพราะช่างภาพส่วนใหญ่ก็จะมีโลกส่วนตัวสูงแบบนี้ทั้งนั้น... แต่ผมต้องการภาพนั้นจริง ๆ คุณจะให้ผมลองติดต่อเขาด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งไม่ได้เหรอครับ?"พูดขัดขึ้นก่อนจะลงท้ายประโยคด้วยอาการขอร้องซึ่งน้อยคนนัก... ที่ฟังแล้วจะสามารถปฏิเสธคนตรงหน้าได้ลงคอ
"คือ..."
"ไว้ถ้าคุณชองเขาปฏิเสธอย่างไม่ไยดี... ผมจะตัดใจจากภาพนั้นเองครับ รับรองว่าผมไม่บอกคุณชองหรอกครับว่าผมได้ที่อยู่และเบอร์ติดต่อมาจากคุณ"
หญิงสาวเจ้าของผมสีน้ำตาลแดงเผยรอยยิ้มโล่งอกออกมาทันที่ที่ได้ฟังประโยคนั้นจนจบก่อนจะถามย้ำราวกับต้องการจะขอความมั่นใจ
"จริง ๆ นะคะ คุณสัญญาแล้วนะคะ"
"จริง ๆ ครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย"แจจุงยกมือขึ้นเท่าระดับกกหูเป็นทำนองว่าสัญญาเป็นท่าทางประกอบก่อนจะส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้ตามแบบฉบับ
"ความจริงเเล้วดิฉันกลัวคุณชองจะโกรธเอาน่ะค่ะ เพราะเขาเป็นคนรักความเป็นส่วนตัวมาก... เขาเป็นคนทีมีความเป็นศิลปินสูงมากเลยล่ะค่ะ จนบางครั้งดิฉันเองก็กลัวว่าการให้อะไรที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของเขากับคนอื่นไปจะทำให้เขารำคาญใจโดยไม่รู้ตัวได้..."เธอพูดไปเรื่อยราวกับต้องการจะระบายความอึดอัดคับข้องใจที่มีอยู่ให้เหือดหายในขณะที่มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างก็กำลังสาละวนอยู่บนแป้นคีย์บอร์ดและเม้าส์เนื่องจากการค้นหาไฟล์ข้อมูลที่ร่างบอบบางต้องการในคอมพิวเตอร์
แจจุงยืนมองการทำงานนั้นโดยเท้าแขนข้างหนึ่งเอาไว้กับโต๊ะประชาสัมพันธ์ก่อนจะบอก
"ผมเข้าใจครับ... คุณทำหน้าที่ของคุณดีที่สุดแล้วล่ะครับ"
ไม่กี่วินาทีถัดมาหญิงสาวก็พบไฟล์ที่ต้องการ เธอเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตเล็ก ๆ เพื่อจดรายละเอียดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ลงบนกระดาษใบนั้นก่อนจะยื่นมันส่งให้คนที่กำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ
"นี่ค่ะ ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของคุณชอง"
"ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับ"กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจพลางเอื้อมมือออกไปรับกระดาษใบนั้นมาเก็บลงในกระเป๋าตรงอกเสื้อด้านซ้ายก่อนจะเดินหายลับจากสายตาของประชาสัมพันธ์สาวไปในที่สุด
.
.
.
RRR... RRR...
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ที่ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งขาดไปในที่สุดนั้นทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทราวความมืดมืดของยามค่ำคืนต้องลอบถอนหายใจยาวก่อนจะตัดสินใจพับฝาของโทรศัพท์มือถือสีขาวเครื่องเล็กบางแสนล้ำสมัยให้มันปิดลงอย่างนึกเหนื่อยใจอยู่ไม่น้อย
คิมแจจุงทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ม้าหินที่ทำจากหินอ่อนสีขาวสลับกับสีชมพูอ่อนจางซึ่งถูกตั้งอยู่ในสวนหลังบ้านอย่างเนือย ๆ มือเรียวเล็กสวยเกินกว่าจะเป็นมือของผู้ชายประสานกันแน่นอยู่ตรงหน้าตักก่อนจะถูกเจ้าของของมันยกขึ้นมาลูบใบหน้าด้วยความเหนื่อยล้าอย่างไรก็ไม่อาจจะทราบได้
ทั้ง ๆ ที่พยายามโทรไปเกือบจะทั้งวันแล้ว...
คนที่เขาอยากจะติดต่อด้วยกลับไม่ยอมรับสายเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เจ้าของผมนุ่มนิ่มสีทองบลอนด์สวยเป็นประกายยามต้องแสงแดดรำไรที่ลอดพ้นกิ่งก้านของต้นไม้ในสวนล้วงมือลงไปในกระเป๋าตรงอกเสื้อเชื้ตก่อนจะหยิบเอากระดาษยับยู่ใบหนึ่งออกมาแล้วจึงค่อย ๆ คลี่มันออกด้วยความระมัดระวัง ร่างบอบบางนั่งนิ่ง ๆ พลางจ้องมองกระดาษใบนั้นราวกับต้องการจะพินิจพิจารณามันให้ทะลุปรุโปร่งอยู่ชั่วครู่
ที่อยู่ของช่างภาพคนนั้น...
ช่างภาพที่ชื่อชองยุนโฮ...
แจจุงอดที่จะยกยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากไม่ได้ก่อนจะตัดสินใจบางอย่างได้ในวินาทีถัดมา
.
.
.
แนวรั้วและกำแพงสูงใหญ่ของบ้านหรือคฤหาสน์ขนาดย่อมในย่านอับกูจองที่กำลังทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้านั้นทำเอาร่างเล็กต้องตกใจกับฐานะและความเป็นอยู่ของชายหนุ่มที่เขากำลังจะมาพบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แจจุงเดินทอดน่องไปตามทางลาดที่เลี้ยวลดคดโค้งไปมาอย่างไม่รีบร้อนก่อนข้อเท้าคู่เล็กจะพาเจ้าของของมันมาหยุดลงตรงหน้าประตูบ้านที่มีหมายเลขเดียวกับบ้านเลขที่ที่อยู่บนกระดาษโน้ตใบเล็ก
นัยน์ตาสีดำสนิทแอบลอบมองภายในบ้านผ่านช่องว่างของรั้วอะลูมิเนียมสูงลิบลิ่วที่สลักลวดลายเรียบ ๆ หากให้ความรู้สึกอ่อนช้อยและหนักแน่นผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าแจจุงจะพยายามมองหาร่างของเจ้าชองบ้านเท่าไหร่... ก็ไม่พบแม้เพียงแต่เงา... สิ่งที่ร่างบอบบางพบกลับมีเพียงแค่ไม้ดอกและไม้ประดับนานาพันธุ์ที่ถูกจัดและตกแต่งเอาไว้อย่างเหมาะเจาะกลมกลืนเท่านั้น
นิ้วชี้เรียวยาวกดลงบนปุ่มอินเตอร์โฟนสองสามครั้ง.... หากกลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่น่าจะอยู่ข้างในบ้านตอบกลับมาแต่อย่างใด มีเพียงแค่ความเงียบงันเป็นคำตอบกลับมาให้กับร่างเล็กบางเท่านั้น คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันมุ่นก่อนเจ้าตัวจะนึกเอะใจปนประหลาดใจเมื่อสายตากลับหันไปพบว่าประตูเล็กด้านข้างถูกเปิดค้างเอาไว้อยู่
เจ้าของใบหน้าหวานละมุนลังเลในการตัดสินใจถูกผิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ความรู้อยากรู้อยากเห็นแบบเด็ก ๆ จะเป็นฝ่ายชนะความถูกต้องและการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของบ้านไปอย่างขาดลอย มือเรียวขาวผ่องถูกยกขึ้นเพื่อผลักบานประตูเล็ก ๆ ทำจากอะลูมิเนียมสังเคราะห์ซึ่งถูกสลักเสลาด้วยลวดลายแบบเดียวกันกับประตูรั้วขนาดใหญ่ให้เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปยังภายใน
ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงผ้าเนื้อดีสีดำพาเจ้าของของมันเดินลัดเลาะผ่านสวนกว้างซึ่งถูกจัดแต่งอย่างลงตัวสวยงามราวกับเป็นบ้านตัวอย่างตามหน้าหนังสือหรือนิตยสารชั้นนำ ร่างบางก้าวเท้าไปตามทางเดินที่ถูกโรยด้วยหินและกรวดหยาบ ๆ ซึ่งถูกปูลาดยาวเรียงรายสำหรับใช้เป็นทางเดินในสวนอย่างนึกชื่มชมในรสนิยมของชายที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้อยู่ไม่น้อย
ในไม่ช้าบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่สไตล์โพสท์โมเดิร์นก็พลันปรากฏสู่สายตา... กระจกบานใสแจ๋วขนาดใหญ่ถูกดัดแปลงจนกลายเป็นประตูบานเลื่อนตรงริมระเบียงถูกเปิดอ้าค้างเอาไว้เช่นเดียวกับประตูเล็ก ๆ ด้านข้างของบ้าน แจจุงส่ายศีรษะน้อย ๆ กับความละเลยและไม่ระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยของเจ้าของบ้านแสนสวยหลังนี้
ร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสีขาวสะอาดตาก้าวเท้าข้างหนึ่งขึ้นไปยังบริเวณระเบียงส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวบ้าน แต่แล้วนัยน์ตาสีดำสนิทต้องเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัวเมื่อพบว่ามีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนเอกเขนกหลับอยู่บนพื้นที่ปูด้วยหินอ่อนอย่างสบายอารมณ์!!
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวงานประติมากรรมชั้นเยี่ยมสวมเสื้อยืดเนื้อนิ่มสีเบจอ่อน ๆ กับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ ดูแล้วช่างเหมาะกับการนอนกลางวันมากเสียจนแจจุงอดจุดรอยยิ้มน้อย ๆ ขึ้นที่มุมปากไม่ได้ พื้นข้าง ๆ ตัวของชายหนุ่มมีแว่นสายตากรอบสีดำและหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านที่ถูกเปิดค้างวางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากปลายเท้าของคนที่เพิ่งจะแอบลอบเช้ามาในบ้านไปเกินกว่าคืบ
ร่างบอบบางย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่ง... เพียงเพื่อจะพินิจพิจารณาดวงหน้าคมคายของร่างที่กำลังนอนหลับฝันหวานอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตระหนักและระลึกได้ในที่สุดว่าช่างภาพที่ตัวเขาเพียรพยายามติดด่ออย่างเอาเป็นเอาตายทั้งวั้นนั้นคือคนคนเดียวกันกับชายหนุ่มที่เดินสวนกันตรงประตูกระจกของอาร์ทแกลลอรี่นั่นเอง!!!
แจจุงยักไหล่พร้อมกับอดหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้เมื่อรู้สึกกว่าโชคชะตาคล้ายกับกำลังจะเล่นตลกอะไรบางอย่างกับพวกเขาทั้งสองคนอยู่
ดวงตาโต ๆ คู่สวยจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาก่อนจะเลื่อนสายตามาพบกับแนวสันจมูกโด่ง ๆ ที่รับกับริมฝีปากบางเฉียบได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวของคนที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้...
ร่างเล็กบางละสายตาจากดวงหน้าของคนตัวโตกว่าอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกว่าแก้มใส ๆ ของตนเองกำลังร้อนผ่าวด้วยเลือดจำนวนมากที่ถูกสูบฉีดมากจนเกินไป หัวใจดวงเล็กกำลังเต้นรัวและเร็วเป็นจังหวะแปลก ๆ อย่างที่เจ้าตัวไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อน ความรู้สึกบางอย่างข้างในอกกำลังโลดแล่นจนเจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากดลงตรงหน้าอกข้างซ้ายเอาไว้แน่นก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืนจนเต็มความสูง
นี่เราเป็นอะไรไปกันแน่นะ?
มือเรียวขาวผ่องถูกเจ้าของของมันยกขึ้นมาโบกไล่ความร้อนที่ดูจะมารวมอยู่ตรงแก้มใส ๆ ทั้งสองข้างให้หมดไป แจจุงจรดปลายเท้าลงบนพื้นห้องอย่างเงียบเชียบก่อนจะถือวิสาสะเดินดูภาพถ่ายที่ถูกติดอยู่เต็มผนังห้องด้วยความสนอกสนใจ
ทั่วผนังห้องนั้นเต็มไปด้วยภาพถ่ายหลากหลายแบบ... ทั้งภาพถ่ายรูปเดียวกันแต่หลากโทนสี... ภาพหลายภาพถ่ายจากสถานที่ที่ต่างกันออกไปหากกลับถ่ายทอดอารมณ์ดื่มด่ำลึกซึ้งแบบเดียวกันออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ... และหลาย ๆ ภาพที่ดูคล้ายกับจะเหมาะสมกลมกลืนกัน... ทว่ากลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันแบบสุดขั้วได้อย่างน่าประหลาด
ภาพนับสิบนับร้อยใบที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นให้ความรู้สึกลึกซึ้งและงดงามมากเสียจนคนตัวเล็กถึงกับต้องทึ่งไปกับความสามารถซึ่งเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ของชายหนุ่ม
"คุณเป็นใคร?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงแววแห่งการรุกรานเอาไว้เต็มเปี่ยมดังขึ้นอยู่ด้านหลังในระยะประชิดนั้นทำเอาร่างบอบบางที่กำลังยืนชื่นชมภาพถ่ายซึ่งเรียงติดกันอยู่บนผนังถึงกับต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
"คุณเข้ามาในบ้านผมได้ยังไง?"ชายหนุ่มร่างสูงถามขึ้นอีกครั้งโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของผมสีทองสุกปลั่งได้ตอบคำถามก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
คิมแจจุงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก่อนจะละล่ำละลักบอก
"เอ่อ... คือผมเห็นประตูเล็กมันเปิดอยู่น่ะครับก็เลย... เอ่อ..."
"อะไรนะ?"ชายหนุ่มหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งพลางมองใบหน้าหวาน ๆ ของคนตรงหน้าด้วยความสงสัยอย่างปิดเอาไว้ไม่มิด
ร่างเล็กรู้สึกราวกับว่าร่างกายตัวเองกำลังหดเล็กเหลือเพียงแค่สองนิ้วเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของชายหนุ่ม แจจุงกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากเย็นก่อนจะบอกเสียงเบา
"ความจริงแล้วผมพยายามติดต่อคุณแล้วนะครับ แต่คุณ..."
"ติดต่อ?"ย้อนถามเสียงสูงพลางขยับแว่นตากรอบสีดำให้เข้าที่เข้าทาง
"วันนี้ผมโทรหาคุณแทบจะทั้งวัน แต่คุณไม่รับสาย ผมก็เลย..."ปลายประโยคขาดหาย เมื่อชองยุนโฮเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาเสียเอง
"พอดีผมลืมมือถือเอาไว้บนรถ"
"!!?"
ภาพของดวงหน้าใส ๆ ที่กำลังงุนงง แปลกใจ ตกใจและระคนไปกับความหวาดหวั่นต่อบางอย่างอยู่ลึก ๆ ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูในความไร้เดียงสาของคู่สนทนาอยู่ไม่น้อย เมื่อคนตรงหน้านั้นแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาได้หลากหลายอย่างเหลือเกินแม้จะเพิ่งเจอกันได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ยุนโฮหัวเราะลงคอเบา ๆ ก่อนจะถามพร้อมจุดรอยยิ้มที่อ่อนโยนกว่าเมื่อครู่ขึ้นตรงมุมปาก
"อืม... ว่าแต่คุณจะติดต่อผม... เรื่องอะไรงั้นเหรอครับ?"
"คือผมอยากจะขอซื้อภาพถ่ายชื่อ ‘ปีกนางฟ้า' ของคุณน่ะครับ"ตอบพลางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำของร่างสูงกว่าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เมื่อได้ยินเหตุผลของการบุกรุกเข้ามาในบ้านเวลากลางวันแสก ๆ ของร่างเล็ก ชายหนุ่มจึงเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะบอก
"ต้องเสียใจด้วยะครับ... เพราะผมไม่คิดจะขาย"
"แต่ว่า..."
"ไม่ขายจริง ๆ ครับ สำหรับภาพนั้นไม่มีแม้แต่ความคิดที่ต้องการขายผ่านเข้ามาในสมองผมเลยด้วยซ้ำ"
"..."
ประโยคที่หนักแน่นและแฝงความจริงจังเอาไว้ของช่างภาพหนุ่มส่งผลให้ร่างบอบบางถึงกับรู้สึกผิดหวังและเสียใจจนไม่อาจจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดวงตาโต ๆ คู่สวยหลุบต่ำลงมองปลายเท้าของตนเองในขณะที่ไหล่เล็กบางลู่ลงนิดหนึ่งก่อนเจ้าของของมันจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วเผยรอยยิ้มน้อย ๆ ด้วยอาการฝืน เพราะรอยยิ้มที่ติดอยู่บนริมฝีปากอิ่มสวยนั้นมันดูอ่อนแรงเต็มที
แต่ก่อนที่แจจุงจะขยับปากเพื่อพูดอะไรบางอย่างออกมา ชายหนุ่มร่างสูงก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นเสียก่อน
"ถึงผมจะไม่ขาย... แต่ว่าถ้าคุณอยากมาชมผลงานอื่น ๆ และภาพนี้ด้วยล่ะก็... เชิญตามสบายครับ"
"เอ๊ะ!!?"อุทานออกมาเสียงดังพลางขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
ชองยุนโฮยิ้มกว้างจนเห็นแนวฟันขาวสะอาดเรียงเป็นระเบียบชัดเจนพลางบอก
"ผมหมายความว่าคุณอยากมาชมเมื่อไหร่ก็มาได้เลย... แต่ผมไม่ขาย เข้าใจไหมครับ?"
"... ขอบคุณมากครับ"แจจุงโค้งกายลงต่ำพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณด้วยความรู้สึกที่ดีใจเสียจนบอกไม่ถูก ริมฝีปากอิ่มชื้นสีสดบิดโค้งขึ้นแย้มยิ้มงดงามจับตา ชายหนุ่มยืนมองใบหน้าหวาน ๆ ของร่างบอบบางด้วยความรู้สึกเป็นสุขในใจลึก ๆ ก่อนจะขยับขาเพื่อก้าวเท้าเข้ามาใกล้คนตัวเล็กกว่าอีกนิดหนึ่งแล้วถาม
"จะว่าไป... ผมยังไม่รู้ชื่อของคุณเลยนี่นะ คุณชื่ออะไรหรือครับ?"
"คิมแจจุงครับ... คิมแจจุง"ตอบช้า ๆ ชัด ๆ ให้คนฟังได้ยินชัดถนัดถนี่พลางเผยรอยยิ้มยินดีกว้างมากขึ้นไปอีกจนช่างภาพหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ถึงกับอดอมยิ้มน้อย ๆ ตามไปด้วยไม่ได้
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผม... ชองยุนโฮ"
"ผมทราบแล้วล่ะครับ"
"!!?"เจ้าของผมสีน้ำตาลแกมแดงสวยถึงกับอึ้งไปชั่วครู่พลางทำหน้าเหรอหราด้วยความแปลกใจ
"ผมทราบตั้งแต่เห็นในแผ่นพับที่รวมผลงานภาพถ่ายของคุณแล้วล่ะครับ"แจจุงเฉลยพร้อมกับใช้นิ้วชี้ยกขึ้นมาวาดภาพในอากาศว่าง ๆ ตรงหน้าเป็นลักษณะของแผ่นพับให้ร่างสูงดูเป็นท่าทางประกอบ
"อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง"ยุนโฮพยักหน้าลงหงึกหงักพลางลากเสียงยาวในทำนองว่าเข้าใจแล้ว
ร่างเล็กบางในเสื้อเชิ้ตเนื้อดีสีขาวสะอาดตายกมือขึ้นมาเกาแก้มข้างหนึ่งด้วยความขัดเขินหรือด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่อาจจะทราบได้ก่อนจะเอ่ยปากขออนุญาตเจ้าของบ้านด้วยความเกรงใจ... ความเกรงใจซึ่งร่างบางดูจะรู้สึกถึงความหมายมันช้าไปหน่อย
"เอ้อ... ผมขออนุญาตเดินดูผลงานอื่นของคุณได้ไหมครับ?"
"ได้สิครับ... เชิญทางนี้เลย..."ชายหนุ่มล้วงมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋ากางเกงในขณะที่ใช้มืออีกข้างชี้ไปทางด้านขวาของประตูห้องที่ตนเองและคนแปลกหน้าเจ้าของใบหน้าหวานละมุนยืนอยู่ด้วยความเต็มใจ
แจจุงมองตามนิ้วชี้เรียวยาวของชายหนุ่มไปพลางค่อย ๆ สาวเท้ายาว ๆ ออกเดินไปตามทางที่ยุนโฮบอก พอร่างเล็กบางเดินผ่านหน้าไปแล้ว เจ้าของบ้านจึงค่อยเดินตามหลังออกมาโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูกระจกซึ่งใช้เชื่อมระหว่างตัวบ้านกับสวนให้ปิดสนิทเรียบร้อย ไม่กี่นาทีต่อมายุนโฮก็กลายเป็นฝ่ายแซงร่างเล็กบางของแจจุงขึ้นมาเดินนำหน้าเพื่อจะพาไปยังห้องที่เขาใช้ในการถ่ายภาพด้วยความเต็มอกเต็มใจอย่างยิ่ง
ชายหนุ่มมาหยุดลงตรงหน้าประตูของห้องห้องหนึ่งทางทิศตะวันตกของบ้านก่อนจะเอื้อมมือออกไปบิดกลอนประตูให้มันเปิดออกอย่างง่ายดายด้วยความเคยชิน ยุนโฮเปิดบานประตูทำจากไม้สักสลักลวดลายเรียบ ๆ หากดูดีมีระดับให้เปิดกว้างมากขึ้นก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้คนตัวเล็กกว่าเป็นฝ่ายเดินเข้าไปก่อน
แจจุงเอียงคอน้อย ๆ เป็นเชิงถามอย่างไม่แน่ใจ เมื่อชายหนุ่มผงกศีรษะนิดหนึ่งเป็นการตอบรับร่างบอบบางจึงค่อยก้าวเท้าให้ข้ามพ้นขอบธรณีประตูเข้าไปพร้อมกับบอกขอบคุณเจ้าของผมทรงหางม้าเบา ๆ ราวกับเป็นเสียงกระซิบ
ภาพถ่ายนับร้อยภาพ ฟิล์มจำนวนมาก เลนส์ เฟรม ขาตั้ง กรอบรูป และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพถูกวางระเกะระกะเกลื่อนกลาดจนเต็มห้องไปหมด หากสิ่งแรกและเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของคนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในห้องคือภาพที่ถูกวางผิงผนังห้องด้านหนึ่งอยู่...
ภาพ ‘ปีกนางฟ้า' นั่นเอง...
"..."
แจจุงเดินช้า ๆ เข้าไปหาภาพนั้นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องแล้วค่อยจับกรอบภาพที่ถูกวางพิงกับผนังห้องราวกับเจ้าของของมันไม่ได้ให้ความใส่ใจเลยแม้แต่น้อยขึ้นมาวางบนตัก นิ้วเรียวสวยเกินกว่าเจ้าของของมันจะเป็นผู้ชายถูกลากไล้ไปตามแนวโค้งสวยของขนนกสีขาวบริสุทธิ์จำนวนมากซึ่งกำลังปลิวละล่องไปตามแรงลมในภาพถ่ายอย่างทะนุถนอม
ริมฝีปากอิ่มสวยเผยอรอยยิ้มค้างด้วยความเป็นสุขในขณะที่นัยน์ตาสีนิลทั้งสองข้างกำลังเปล่งประกายวาววับล้อกับแสงไฟระยิบระยับงดงามจับตาราวกับร่างบางนั้นได้กลับกลายเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ได้ของเล่นสุดรักสุดหวงคืนกลับมาโดยบังเอิญ หลังจากที่ได้ทำมันหายไปด้วยความไม่ตั้งใจ
การกระทำและการแสดงออกทั้งหมดของคิมแจจุงนั้นตกอยู่ในกรอบสายตาของเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจัดจนเกือบดำทั้งหมด... ชายหนุ่มลอบยืนมองเสี้ยวหน้าหวานละมุนด้วยความเอ็นดูและหลงใหลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบซึ่งกำลังโรยตัวเข้าครอบคลุมบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสองคนอยู่ให้หมดไป
"เอาไว้ว่าง ๆ คุณแวะเข้ามาดูได้นะครับ แต่ถ้าคุณจะซื้อ... ผมขอยืนยันคำเดิมว่าผมไม่ขาย"
"ผมเข้าใจครับ ผมต้องขอบคุณคุณชองมาก ๆ เลยครับ"ตอบรับหนักแน่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับร่างสูงกว่าพลางส่งรอยยิ้มหวาน ๆ ให้ด้วยความดีใจอย่างที่สุด... โดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มของตนนั้นได้ทำให้ใครบางคนถึงกับเกิดอาการหวั่นไหวเสียจนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเกาศีรษะเพื่อแก้เขินจนผมสีน้ำตาลแกมแดงสวยถึงกับยุ่งเป็นกระเซิง
.
.
.
To Be Continued...
อา... ยังไม่จบเรื่องนะค้า ทุกท่าน~
เป็นไงกันบ้างคะ? ส่วนตัวแล้วเราชอบหมียุนลุคนี้นะคะ^^
แจจ๋าดูรุกเร็วไหมคะ? (หมายถึงบุกรุกบ้านนะคะ อย่าคิดลึกค่ะ โฮะ ๆๆๆ )
หมีตอนแรกคิดว่าจะใจร้าย... แต่ความจริงแล้วดูมีแผนการอะไรในใจชอบกลใช่มั้ยคะ หุหุหุ
พาร์ทสองคาดว่าจะมีตอนสวีทกิ๊บกิ้วมาให้อ่านกันค่ะ (<<<ใช้ภาษาอะไรของมัน -"- )
เอาล่ะค่ะ ตอนนี้เราขอตัวไปทำรายงานต่อก่อนนะคะ
ตอนนี้เราแอบหนีโลกแห่งความเป็นจริงมานานพอควรแล้วล่ะค่ะ (ฮา)า
*ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ*
ตอนนี้แบบว่า... รายงานกองมหาศาลรออยู่จริง ๆ ค่ะ
T_________________________________T
ไปแล้วนะคะ แล้วพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ค่ะ^^
ขอบคุณคนอ่านทุกคนทั้งที่เม้นท์และไม่เม้นท์เลยนะคะ
ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ
Happy Valentine's Day อีกครั้งนะคะ... ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้าเลยค่ะ!