One Fine Day...
With KimJaeJoonG *
Author: Lucreazia
Fan-Fiction: TVXQ (Pairing: YunJae)
Kind: Short-Fiction
Rate: PG-17
Author's Note: สวัสดีค่า... มาคราวนี้เราก็ยังแอบหายหัวไปนานเหมือนเคย (ฮา)
พอดีช่วงนี้เราไม่ค่อยว่างเลยอ่ะค่ะ เวลาแต่งฟิคก็เลยน้อยลงไปด้วย T^T
คุณผู้อ่านที่ติดตามอยู่ก็ต้องขอโทษเอาไว้ ณ ที่ตรงนี้ด้วยนะคะ
*โค้ง*
อ่า... น้องช้อทฟิคเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เริ่มเขียนนานม๊ากกกก มากกกกกก แล้วล่ะค่ะ
แต่ยังแต่งต่อไม่ได้สักที เลยดองจนเปรี้ยว(มาก)จนถึงวันนี้แหละค่ะ แหะ ๆ - -;
วินาทีที่เรารัวเคาะคีย์บอร์ดพิมพ์จนเสร็จ เราแทบน้ำตาไหลด้วยความซึ้งใจจริง ๆ ค่ะ
( /me มันยังเว่อร์ได้อีก -*- )
ยังไงก็ขอฝากเรื่องนี้เอาไว้พิจารณาอีกเรื่องด้วยนะคะ
ขอแค่อ่านแล้วยิ้มได้สักนิดเราก็ภูมิใจมากแล้วล่ะค่ะ^^
ขอบคุณคนอ่านทุกคนทั้งที่เม้นท์และไม่เม้นท์เลยนะคะ
แฟนฟิคทุกคนคะ... เรารักพวกคุณที่สุดในโลกเลยค่ะ!!! ขอบคุณมากนะคะ
*สะอื้นจนไหล่สั่น*
แล้วพบกันใหม่นะคะ^^
**ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน... และถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจหรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าเวบเพจนี้ลงอย่างสันติ ขอความกรุณาอย่าก่อกวนโดยการเม้นท์ต่อว่านะคะ ขอบคุณค่ะ**
One Fine Day... With KimJaeJoonG *
By: Lucreazia
จิ๊บ... จิ๊บ...
เสียงนกร้องเป็นสัญญาณของวันใหม่ดังขึ้นอยู่ข้างหน้าต่างของห้องนอนของใครคนหนึ่งที่กำลังนอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงกว้าง มือเรียวเล็กขาวผ่องป่ายเปะปะไปมาก่อนเจ้าตัวจะลืมตาขึ้นด้วยความแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อไออุ่นที่ควรจะมีอยู่ข้างกายเสมอนั้นกลับหลงเหลืออยู่แค่เพียงความเย็นของที่นอนเท่านั้น... นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกโตขึ้นนิดหนึ่งในขณะที่เจ้าของของมันค่อย ๆ ยันกายขึ้นจากเตียงนุ่มด้วยความอ่อนเพลีย ร่างบอบบางค่อย ๆ เขยิบกายจนสามารถเลื่อนตัวขึ้นไปเอนหลังนั่งพิงกับหมอนอิงใบโตตรงหัวเตียงได้ในที่สุด
แสงแดดสีทองแสนอบอุ่นส่องผ่านผ้าม่านสีฟ้าโปร่งบางเบาเข้ามายังภายในห้องนอน สายลมแห้ง ๆ พัดแรงจนหน้าของหนังสือที่เปิดค้างอยู่ปลิวไปตามแรงลมได้อย่างง่ายดาย... กระดิ่งโมบายที่ถูกแขวนอยู่ตรงระเบียงเล็ก ๆ ซึ่งยื่นออกไปจากตัวบ้านกำลังสั่นและคอยส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งให้ความรู้สึกดี ๆ ยามได้ยินอยู่เป็นระยะ... แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่ได้อยู่ในสายตาของคนตัวเล็กบางที่เพิ่งจะตื่นนอนเลยแม้แต่น้อย...
เพราะสิ่งที่เจ้าของใบหน้างดงามราวกับตุ๊กตาสลักนั้นค้นหากลับไม่อยู่ ณ ที่ตรงนี้
คิมแจจุงกวาดสายตามองออกไปรอบห้องนอนกลับไม่พบร่างของชายหนุ่มคนรักแม้เพียงแต่เงา...
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อผ่อนลมหายใจออกมายาวก่อนที่ขาเรียวงามข้างหนึ่งจะก้าวลงจากเตียงด้วยความรวดเร็ว ร่างบางในเสื้อนอนตัวโคร่งเพียงตัวเดียวสาวเท้ายาว ๆ ออกจากห้องนอนก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังห้องทานอาหาร ดวงตาคู่สวยตวัดมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบกับร่างสูง ๆ ของชายหนุ่มคนรักแต่อย่างใด
เท้าคู่เล็กพาเจ้าของของมันมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทานอาหารที่บัดนี้มีอาหารหน้าตาน่าทานห่อแร็พใสวางอยู่ มือเรียวเล็กเอื้อมไปหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่แปะอยู่บนพลาสติกใส ๆ นั้นออกมาเพื่ออ่าน ลายมือหวัด ๆ หากให้ความรู้สึกหนักแน่นสมเป็นลูกผู้ชายอันแสนคุ้นตาที่ปรากฏอยู่บนโพสต์อิทสีสดใสนั้นมีใจความว่า...
แจจุงอา...
ตอนที่นายอ่านก็คงจะสายมากแล้วแน่ ๆ เลย
นายคงจะตื่นสาย... เพราะหน้าของนายตอนนอนมันดูเพลียมากเลยล่ะ
อ๊ะ!! อย่ามาโทษฉันนะว่าเป็นต้นเหตุอยู่ฝ่ายเดียวน่ะ
นายเองก็เหมือนกันนั่นแหละ รู้มั้ยว่าของอย่างนี้มันต้องแชร์ความรู้สึกกันทั้งสองฝ่าย^^
นายคงจะโมโหที่ตื่นมาแล้วฉันไม่อยู่... แต่วันนี้ฉันมีธุระด่วนเข้ามาจริง ๆ นะ
ถ้าฉันไม่ไปตามนัดที่ลูกค้าเข้ามาเพิ่มวันนี้แล้วล่ะก็...
สงสัยผู้จัดการอีซูมานจะต้องหักเงินเดือนฉันแน่ ๆ เลยล่ะ
อ๋า... อย่าทำหน้าตาอย่างนั้นเลย อย่าอารมณ์ไม่ดีสิ เดี๋ยวไม่สวยนะ!!
นายตื่นแล้วก็อย่าลืมกินข้าวที่ฉันเตรียมไว้ให้ด้วยล่ะ
ถึงมันหน้าตาจะดูไม่น่าอร่อยเท่ากับของที่นายทำอยู่เป็นประจำ
แต่ว่าทั้งหมดนั่นน่ะ... ฉันก็ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ
เพราะฉะนั้นนายต้องกินให้เยอะ ๆ ล่ะ... เวลาฉันกอดจะได้เต็มไม้เต็มมือหน่อย!
ปล.ผ้าที่จะซัก... ฉันเอาไปไว้ในตะกร้าให้แล้วนะ แยกผ้าขาวกับผ้าสีให้แล้วด้วยน้า~
ยุนโฮของแจจุง^^
ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อวาดเป็นแนวโค้งสวยในขณะที่นัยน์ตาสีดำสนิทส่องประกายวิบวับงดงามจับตายามที่เจ้าตัวอ่านข้อความน่ารัก ๆ นั้นจนจบ ขาเรียวขาวภายใต้เสื้อนอนบาง ๆ เพียงตัวเดียวพาเจ้าของของมันไปยังห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงเสียดสีของเสื้อผ้าเนื่องจากการสวมใส่ตามมาในไม่ช้า
คนตัวเล็กบางเดินกลับออกมาจากห้องน้ำพลางใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กนุ่มนิ่มสีชมพูอ่อน ๆ ซับน้ำที่เกาะพราวอยู่ตามใบหน้าออก มือเรียวขาวผุดผ่องเอื้อมออกไปฉวยเอารีโมตโทรทัศน์มากดเปิดก่อนเจ้าตัวจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักชั้นดีแล้วค่อย ๆ ลงมือแกะแร๊พใสที่ห่อหุ้มอาหารที่ถูกจัดเตรียมอยู่บนโต๊ะออก ริมฝีปากอิ่มสวยบิดโค้งขึ้นแย้มยิ้มเมื่อตักข้าวที่ใครบางคนลงมือเตรียมเอาไว้ให้เข้าปากไปได้เพียงแค่คำเดียวเท่านั้น
แม้รสชาติจะไม่ได้เรื่อง...
แต่คุณค่าทางจิตใจที่ถูกถ่ายทอดและส่งผ่านมานั้นกลับทำให้คนทานรู้สึกอร่อยและอบอุ่นในใจได้มากยิ่งกว่าอาหารเลิศรสราคาแพงเป็นไหน ๆ ...
คิมแจจุงเงี่ยหูฟังเสียงโทรทัศน์ที่เปิดเอาไว้... ข่าวพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนท่าทางจะตกในช่วงบ่าย คนหน้าสวยจึงชะงักมือจากการทานอาหารก่อนจะเดินลากขาไปยังริมระเบียงที่มีผ้าที่ซักแล้วตากเอาไว้อยู่เรียงราย ขาเรียวยาวจึงค่อย ๆ ก้าวพ้นขอบธรณีประตูออกไปในวินาทีถัดมา
มือเรียวเล็กเอื้อมไปเก็บผ้าที่อวลด้วยกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมกับกลิ่นไอแดดใส่ลงในตระกร้าหวายพร้อมกับฮัมเพลงเบา ๆ ในลำคออย่างนึกอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย แต่แล้วแจจุงก็ต้องก้มลงมองที่ปลายเท้าเมื่อรู้สึกว่าตนเองนั้นไปเหยียบถูกอะไรบางอย่างเข้าให้เสียแล้ว
คนตัวเล็กย่อกายลงนั่งยอง ๆ ก่อนจะหยิบเจ้าสิ่งนั้นที่อยู่ใต้เท้าขึ้นมาพิจารณาดูใกล้ ๆ ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองหัวเราะออกมาเต็มเสียง เมื่อเจ้าสิ่งนั้นที่ว่าคือชั้นในคาลวิน ไคลน์สีแดงตัวเก่งของชองยุนโฮ!!!
ท่าทางลมจะพัดแรงจนตกลงมาจากไม้แขวน
หรือไม่ก็ตอนตากผ้าเขาคงแขวนเอาไว้ไม่ดีแน่ ๆ เลย...
เจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทคิดหาสาเหตุไปพลางหยิบเจ้าชั้นในตัวเก่งของคนรักเอาไปวางในตะกร้าผ้าที่กำลังจะซักก่อนจะเดินกลับมาหยิบเอาตะกร้าผ้าที่แห้งแล้วกลับเข้าไปในห้องโดยไม่ลืมที่จะลงกลอนประตูให้เรียบร้อยดังเดิม
RRR... RRR...
เสียงของโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำเอาแจจุงที่กำลังยืนกดปุ่มของเครื่องซักผ้าอยู่ต้องรีบกระวีกระวาดกลับมายังโต๊ะรับแขกเพื่อรับ คนตัวเล็กบางกดปุ่มสีเขียวตรงแป้นก่อนจะยกโทรศัพท์เครื่องเล็กขึ้นแนบหูแล้วกรอกเสียงลงไป
"ฮัลโหล"
/แจจุง... ตื่นแล้วรึยัง?/
"ตื่นแล้วล่ะ ว่าไง จุนซูมีอะไรงั้นเหรอ?"ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อแอบผ่อนลมหายใจออกมานิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนสนิทที่สุดดังมาตามปลายสาย... ทั้ง ๆ ที่คราแรกคิดว่าจะเป็นเสียงทุ้ม ๆ ของใครบางคนที่ทิ้งเขาเอาไว้ในห้องคนเดียวเสียอีก
/ก็ไม่มีอะไรหรอก แล้วนี่นายกินข้าวยัง?/
"อื้อ... กินไปนิดหน่อยแล้วล่ะ ว่าแต่นายอยู่ที่ไหนเนี่ยจุนซู เสียงดังจัง"
/อ๋อ!! ฉันกำลังจะข้ามถนนตรงสี่แยกไปกินข้าวกับยูชอนที่ร้านประจำน่ะ ตอนกลางวันอย่างนี้คนเยอะชะมัดเลย/
"อ้าว! พวกนายไม่ได้ออกมาพร้อมกันหรอกเหรอ?"ถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความเเปลกใจ
/เปล่า ก็ยูชอนน่ะสิบอกว่าตอนเช้าจะออกไปซื้อผ้าพันคออะไรก็ไม่รู้มาเพิ่ม ฉันน่ะชมไปว่าเท่ดีเเค่ครั้งเดียวเองก็เป็นเอามากเลย ตานั่นเลยบอกฉันว่าให้ฉันออกจากบ้านแล้วตามไปเจอที่ร้านกินข้าวเลย จะได้ไม่ต้องไปยืนรอตอนเขาเลือกของน่ะ/
"ฮะฮะ ยูชอนเนี่ย... ยังรักการแต่งตัวไม่เปลี่ยนเลยนะ"หัวเราะก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นมาปิดครึ่งหน้าเอาไว้ด้วยความเคยชินของนิสัยในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงแหลมหากแหบแห้งเล็กน้อยของคิมจุนซูดังลอดตามปลายสายกลับมาว่า
/ก็ใช่น่ะสิ แล้วก็ปล่อยให้ฉันต้องไปคนเดียว เชื่อไหมล่ะแจจุงว่าฉันก็ต้องเป็นฝ่ายรอที่ร้านอาหารอีกแน่ ๆ เลย/
แจจุงยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนจะย้อนถามเสียงนุ่ม
"แต่นายก็เต็มใจที่จะรอไม่ใช่เหรอไง ถึงจะบ่น ถึงจะเบื่อ แต่นายก็ยังเต็มใจจะรอยูชอนไม่ใช่เหรอจุนซู?"
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งจนคนถือหูโทรศัพท์บ้านได้ยินแต่เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊กจอแจของผู้คนรอบด้านกับเสียงอึกทึกครึกโครมของรถราที่แล่นผ่านไปมาเท่านั้น คนหน้าสวยระบายยิ้มงดงามจับตาเมื่อได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของเพื่อนสนิทดังขึ้นเบา ๆ ไม่เกินไปกว่าเสียงกระซิบตอบกลับในวินาทีถัดมา
/อืม... ก็เต็มใจอย่างที่นายว่าจริง ๆ นั่นแหละ/
"เอาน่า... ยูชอนก็คงหวังดีไม่อยากให้นายไปรอแล้วเบื่อน่ะ เชื่อฉันเถอะนะ"
/ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ ตานั่นน่ะ.../ ถึงเจ้าตัวจะบ่นหากคนฟังกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงหงุดหงิดนั้นกลับแฝงแววแห่งความรักใคร่และความใส่ใจเอาไว้อยู่ไม่น้อยไปกว่ากันเลย
"ว่าแต่นี่นายถึงร้านรึยัง?"ถามเมื่อเหลือบสายตาไปเห็นเข็มบอกเวลาของนาฬิกาเรือนเรียบ ๆ หากสวยเก๋มีสไตล์ถูกใจชายหนุ่มคนรักของเขาที่แขวนอยู่บนผนังห้องเข้าโดยบังเอิญ
/ถึงแล้ว เนี่ยเพิ่งก้าวเข้ามาเลยล่ะ/
"งั้นนายจะวางก่อนไหมจุนซู? เผื่อนายจะโทรหายูชอน"
/อื้อ งั้นเดี๋ยวเอาไว้ฉันโทรไปหานายใหม่ก็แล้วกันนะแจจุง/
"ได้เลย งั้นเท่านี้นะ"
/อื้ม บ๊ายบาย/
แล้วเสียงสัญญาณก็ถูกตัดขาดไปในที่สุด มือเรียวเล็กขาวผ่องวางโทรศัพท์กลับลงบนแท่นชาร์ตตามเดิมแล้วค่อยพาร่างของตนออกเดินลากเท้าไปเปิดประตูตู้เย็นเครื่องใหญ่ในห้องครัวก่อนจะถอนใจหนัก ๆ เมื่อพบว่าอาหารสดและวัตถุดิบต่าง ๆ ที่พอจะทำอาหารเป็นมื้อได้นั้นแทบจะไม่เหลืออยู่เลย
อา... แล้วไอศกรีมยี่ห้อโปรดก็ไม่มีแล้วด้วยสิ
คนตัวเล็กบางหมุนส้นเท้าเดินกลับไปยังห้องนอนเพื่อคว้าเอากระเป๋าสตางค์แบรนด์เนมสุดหรูมาหย่อนใส่ลงในกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์เนื้อนิ่มก่อนจะเดินผ่านห้องรับแขกและหยุดบริเวณหน้ามุขเพื่อสวมรองเท้าผ้าใบอย่างเคย แจจุงใช้นิ้วชี้ควงกุญแจบ้านไปพลางใช้มืออีกข้างหยิบหมวกแก๊ปสีดำใบเก่งขึ้นมาสวมก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ จากบริเวณสวนหย่อมระหว่างตัวบ้านกับแนวรั้วไม้สีน้ำตาลเข้มซึ่งตรงขอบถูกทาทับด้วยสีเขียวแก่ดูเข้ากันอย่างเหมาะเจาะกลมกลืนออกไปในที่สุด
.
.
.
"เชิญค่ะ"
เสียงของหญิงสาวในเครื่องแบบพนักงานมาร์ททักขึ้นทันทีที่ร่างบอบบางก้าวเท้าเข้าไปในร้าน แจจุงหันไปพยักหน้าเป็นเชิงทักทายให้หล่อนนิดหนึ่งก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหยิบตะกร้าสำหรับใส่ของขึ้นมาถือเอาไว้อย่างทะมัดทะแมง อีกไม่กี่อึดใจต่อมาคนตัวเล็กในเสื้อยืดเนื้อดีสีขาวพิมพ์ลายกราฟฟิคอาร์ท ๆ จึงออกเดินเลือกซื้อของสดและเครื่องปรุงอาหารอย่างเพลิดเพลิน... เพลินมากเสียจนลืมไอศกรีมรสโปรดซึ่งเป็นเป้าหมายของตัวเองไปเสียสนิท
ไม่รู้ว่าคิมแจจุงจะรู้ตัวหรือไม่...
หากของในตะกร้าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นของที่ชองยุนโฮโปรดปรานทั้งสิ้น!!
ร่างบางเจ้าของผมสีดำสนิทราวเส้นไหมชั้นดียื่นธนบัตรจำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายเงินที่เคาทน์เตอร์ก่อนจะบอก
"ขอถุงพลาสติกด้วยครับ"
"ค่ะ เพิ่มอีกห้าสิบวอนนะคะ"พนักงานหญิงตอบก่อนจะหยิบถุงพลาสติกบาง ๆ ราวกับจะขาดได้ในทุกเสี้ยววินาทีส่งให้
แจจุงรับถุงนั้นมาก่อนจะส่งเหรียญเงินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไปให้หล่อน
"นี่ครับ"พูดพลางเอาของทั้งหมดยัดลงในเจ้าถุงพิมพ์ลายโลโก้ของชื่อร้านสะดวกซื้อที่บางแสนบางจนเต็มถุงจากนั้นจึงค่อย ๆ ยกมันขึ้นอุ้มแล้วค่อยเดินออกจากร้านไป
.
.
.
ขาคู่ยาวเรียวภายใต้กางเกงยีนส์เนื้อนิ่มมาหยุดลงตรงโต๊ะเตรียมของในห้องครัวเป็นครั้งที่สองของวัน มือเรียวขาวผ่องค่อย ๆ วางถุงพลาสติกแสนพะรุงพะรังในอ้อมแขนลงกองบนโต๊ะตัวนั้นก่อนจะจัดการเอาของทั้งหมดออกมาแยกตามประเภทแล้วนำไปใส่ในชั้นวางของแห้งและชั้นวางของในตู้เย็นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
RRR... RRR...
เสียงของโทรศัพท์ที่แผดขึ้นแหวกผ่านความเงียบสงบในบ้านเรียกความสนใจจากร่างบอบบางที่กำลังยืนสาละวนจัดข้าวของอยู่ในห้องครัวได้เป็นอย่างดี ขาเรียวสวยก้าวเร็ว ๆ ไปยังโต๊ะของห้องรับแขกแล้วรีบฉวยเอาเจ้าโทรศัพท์บ้านไร้สายเครื่องเดิมที่นอนนิ่งอยู่บนแท่นชาร์ตขึ้นมาแนบหูแล้วกรอกเสียงลงไปอย่างรวดเร็ว
"ว่าไงจุนซู?"
/จุนซูที่ไหน? นี่ฉันเองต่างหาก/
"อ้าว!!"เสียงหวานอุทานลอดพ้นลำคอออกมาด้วยความตกใจระคนเขินอายอยู่ในที แม้จะรู้สึกขัดเขินเล็กน้อยกับความป้ำเป๋อของตนเองแต่คนตัวเล็กบางก็อดเผยรอยยิ้มกว้างงดงามเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของคนรักที่ดังผ่านสัญญาณโทรศัพท์ออกมาไม่ได้อยู่ดี คนหน้าสวยนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากจะแกล้งคนรักที่ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียวตั้งแต่เช้าจึงรีบย้อนถามโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ทัน
"แล้ว‘ฉัน 'ที่ว่านี่มันใครกันล่ะครับ?"
/แจจุง... นายอย่ามาแกล้งทำเป็นจำไม่ได้นะ/
"อ้าว! ก็คุณโทรมาไม่บอกชื่ออย่างนี้ ผมจะไปทราบได้ยังไงล่ะครับ?"กวนไม่เลิกในขณะที่ย้ายร่างของตัวเองไปยืนอยู่หน้าชั้นวางของที่มีกรอบรูปซึ่งมีภาพถ่ายคู่กันของเขาและคนที่อยู่ปลายสายตั้งอยู่
/แจจุง อย่ากวนเลยน่า นี่ฉันอุตส่าห์แอบหนีผู้จัดการอีมาโทรหานายเชียวนะ จะไม่พูดว่าคิดถึงให้ฉันชื่นใจก่อนไปทำงานต่อหน่อยเลยเหรอ หืม?/
"บ้า!! ให้ตายก็ไม่พูดหรอก ยิ่งเป็นคนที่ตอนตื่นเช้ามาแล้วทิ้งฉันเอาไว้คนเดียวอย่างนี้น่ะ ให้ตายก็ไม่ทางพูดเด็ดขาด!!"เถียงกลับทันควันหากแก้มขาว ๆ กลับแดงเรื่อเพราะเลือดที่สูบฉีดขึ้นมากะทันหัน
/นั่นแน่... พูดอย่างนี้แสดงว่าจำได้แล้วใช่ไหมว่ากำลังคุยกับใครอยู่/
ประโยคที่ได้ยินทำเอาคิมแจจุงรู้สึกว่าตัวเองได้ทำพลาดอย่างมหันต์เพราะนอกจากจะกวนประสาทชายหนุ่มคนรักไม่ประสบผลสำเร็จแล้วยังเสียทีให้ถูกจับไต๋ได้ง่าย ๆ ว่าเขากำลังงอนเรื่องอะไรอยู่ด้วย ร่างบอบบางคิดแล้วก็พาลโมโหตัวเองขึ้นมาเสียเฉย ๆ จึงกัดปากล่างด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วกระแทกเสียงใส่โทรศัพท์เป็นการกลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริงที่เป็นอยู่ออกไปว่า
"ตาบ้าหมีขาวหื่นกาม!! ฉันไม่คุยด้วยแล้ว แค่นี้นะ!"
/แต่หมีขาวตัวนี้หื่นกามกับคนอื่นไม่เป็นนะ... อย่าลืมซะล่ะรู้มั้ย?/
"จะไปรู้เหรอ!!"
/ต้องรู้สิ คิดแค่เรื่องเมื่อคืนก็น่าจะรู้แล้วนี่นา... แจจุง/
ถึงแม้จะมีแค่เสียงทุ้มๆ ที่ลอดผ่านสัญญานโทรศัพท์มาเท่านั้นแต่ประโยคแฝงความหมายลึกซึ้งนั้นทำเอาคนตัวเล็กหน้าแดงร้อนฉ่าได้ในบันดล!
"จะ จะ เจ้าบ้า! เจ้าคนหน้าไม่อาย! ไม่เอาแล้ว ฉันไม่พูดกับนายแล้ว"ว่าพลางปากคอสั่นไปหมดด้วยความอาย
/จ้า ๆ ไม่พูดก็ได้จ้ะ งั้นฉันไปทำงานต่อก่อนนะ ท่าทางผู้จัดการอีจะสงสัยแล้วว่าทำไมฉันถึงออกมานาน/
"รีบ ๆ ไปทำเลยไป"
/แจจุง... ฉันไม่ได้อยากทิ้งนายเอาไว้อย่างนั้นสักหน่อยนะ เข้าใจหน่อยเถอะ/ ชายหนุ่มอ้อนวอนเมื่อรู้ว่าคนรักกำลังน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด... เพราะเมื่อครู่นี้แจจุงถึงกับออกปากไล่อย่างไม่ไยดีสักนิด
"ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจ ไม่เข้าใจนายหรอก เท่านี้นะ"
/แจจุง.../
ร่างบางใช้นิ้วเรียวยาวกดตัดสายทิ้งทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายพูดยังไม่จบดีด้วยซ้ำไป ที่ทำอย่างนั้นลงไปไม่ใช่เพราะโกรธหรือน้อยใจแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะคิมแจจุงกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนกับคนตัวโตมากกว่าอะไรทั้งสิ้น...
นิ้วเรียวสวยชี้ไล้ไปตามโครงหน้าหล่อเหลาของคนรักที่กำลังส่งยิ้มกว้างขวางในภาพถ่ายพลางจ้องมองดวงหน้านั้นด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่หลงใหลอย่างไม่คิดปิดบังก่อนจะจิ้มนิ้วลงตรงส่วนที่เป็นศีรษะซึ่งปกคลุมไปด้วยกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มของชายหนุ่มแรง ๆ สองสามทีพร้อมกับพึมพำออกมาเบา ๆ ราวกับจะบอกกับคนในรูปว่า
"ฉันรู้หรอกน่าว่านายไม่ได้อยากไปทำงาน แต่มันก็อดงอนไม่ได้นี่ เข้าใจไหมตาหมี"
.
.
.
เสียงหัวเราะของพิธีกรรายการวาไรตี้ไร้สาระจากโทรทัศน์เครื่องใหญ่ดังคลอเคล้าไปกับเสียงอุปกรณ์ทำกับข้าวหลากชนิดที่ดังลอดออกมาจากในครัว เจ้าของร่างบอบบางกำลังสาละวนอยู่หน้าเตาแก๊ส มือเรียวเล็กคอยจับนู่นเติมนี่ลงในหม้อซุปร้อน ๆ สลับกับจับตะหลิวผัดอาหารในกระทะอย่างคล่องแคล่ว
แจจุงยกหลังมือข้างหนึ่งขึ้นมาซับเหงื่อที่ซึมออกตรงบริเวณขมับก่อนจะค่อย ๆ นำอาหารที่ทำเสร็จแล้วจัดวางลงในจานและชามอย่างนึกภูมิอกภูมิใจในฝีมือของตนอยู่ไม่น้อย ริมฝีปากอิ่มสวยบิดโค้งขึ้นแย้มยิ้มเมื่อเห็นผลงานของตัวเองที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนให้น้ำลายสอนั้นถูกจัดเรียงวางอยู่บนโต๊ะทานอาหารอย่างสวยงาม
ข้อเท้าคู่เล็กพาเจ้าของของมันออกเดินไปยังห้องครัวอีกครา แจจุงเอื้อมมือไปแกะสายคาดเอวของผ้ากันเปื้อนสีฟ้าพิมพ์ลายสดใสออกก่อนจะเดินไปหยิบชามข้าวออกมาสองใบเพื่อตักข้าวสวยหุงร้อน ๆ ออกไปวางบนโต๊ะทานอาหาร
เจ้าของผมสีดำสนิททรุดกายลงนั่งที่โต๊ะทานข้าวพลางเหลือบหางตาไปมองนาฬิกาเรียบ ๆ เรือนเดิมที่แขวนอยู่บนฝาผนัง เมื่อเห็นชัด ๆ แล้วว่าขณะนี้เลยเวลาอาหารเย็นไปค่อนข้างมากแล้ว แจจุงจึงอดที่จะลอบถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้ คนตัวเล็กบางผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพลางแบ่งอาหารออกเป็นสองส่วนก่อนจะนำส่วนที่แบ่งออกมาไปเก็บเอาไว้ในตู้เย็น
ไม่กี่นาทีต่อมาอาหารในจานกำลังเริ่มพร่องลงไปบ้างแค่เพียงเล็กน้อย แต่แจจุงกลับรู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จึงได้แต่นั่งเขี่ยอาหารในจานอย่างเซ็ง ๆ เพราะยามนี้ไม่มีคนมานั่งทานอาหารด้วยอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนเช่นทุกคราว คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันแน่นเมื่ออารมณ์น้อยใจของเจ้าตัวเริ่มแล่นพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จากที่แกล้งโกรธและงอนคนตัวโตเล่น ๆ เมื่อตอนบ่ายกลับกลายมาเป็นอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจอย่างจริงจังขึ้นมาเมื่อไหร่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจจะทราบได้
มือเรียวสวยเกินกว่าจะเป็นมือของผู้ชายวางตะเกียบเหล็กแบน ๆ ในมือลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังแคร้งอยู่ชั่วขณะ เจ้าของดวงหน้าหวานละมุนคว้าเอาแก้วน้ำยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดและตัดสินใจได้ว่าควรจะลุกไปล้างจานเสียที เพราะเจ้าตัวนั้นตระหนักได้ว่าจะมามัวฝืนนั่งเขี่ยข้าวเล่นต่อไปอย่างนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
และในขณะที่แจจุงกำลังจะนำจานไปล้างในครัวเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเสียก่อน
RRR... RRR...
ไม่รู้ด้วยสัญชาตญาณหรืออะไรก็แล้วแต่... คิมแจจุงกลับรู้สึกได้ว่านั่นเป็นโทรศัพท์จากคนที่เขานั่งคอยอยู่ทั้งวันอย่างไม่ต้องสงสัย คนตัวเล็กตัดสินใจวางชามกระเบื้องเคลือบสวยงามลงบนโต๊ะก่อนจะเดินลากรองเท้าสลิปเปอร์ไปหยุดอยู่ตรงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กบางสีขาวสะอาดตาที่กำลังแผดเสียงลั่นอยู่บนโซฟาห้องรับแขก
...ยุนโฮของฉัน♥...
นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองชื่อของคนที่โทรเข้าด้วยความรู้สึกหลากใจ... ทั้งอยากรับและไม่อยากรับสายในเวลาเดียวกัน ใจหนึ่งก็อยากได้ยินเสียงทุ้ม ๆ ที่เขาคิดถึงแทบใจจะขาด อีกใจหนึ่งก็อดไมได้ที่จะน้อยใจและโกรธที่ชายหนุ่มคนรักไปไหนโดยไม่บอกไม่กล่าว หนำซ้ำยังกลับบ้านผิดเวลาโดยไม่โทรมาบอกเขาก่อนด้วย
แจจุงยืนมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองโดยไม่คิดจะรับมันแต่อย่างใด ในยามนี้ร่างบอบบางทำได้เพียงแต่ยืนฟังเสียงเพลงเรียกเข้าดังจนสายขาดไปสามสี่ครั้งเท่านั้น เมื่อโทรศัพท์หยุดส่งเสียงริมฝีปากอิ่มสวยสีเรื่อจึงพรูลมหายใจออกมาเป็นทางยาวคล้ายกับจะปลง และในขณะที่ขาเรียวสวยในกางเกงยีนส์เนื้อนิ่มกำลังจะหมุนส้นเท้ากลับไปยังโต๊ะทานอาหารอยู่นั้นเองก็กลับมีเสียงเมสเสจดังขึ้น!
นัยน์ตาคู่สวยเบิกโตขึ้นนิดหนึ่งเมื่อในใจนั้นรู้ดีว่ายุนโฮไม่ชอบพิมพ์เมสเสจสักเท่าไรนัก... สาเหตุหนึ่งนั้นเพราะเจ้าตัวพิมพ์ได้ไม่คล่อง แถมส่วนใหญ่ตัวเขาเองจะเป็นฝ่ายส่งเมสเสจไปหามากกว่า แล้วทุกครั้งชายหนุ่มคนรักจะใช้วิธีโทรกลับมาแทนการพิมพ์ตอบ เพราะเหตุนี้ค่าโทรศัพท์ของยุนโฮจึงแพงกว่าปกติ... แน่นอนที่ยุนโฮจะรู้ดีว่ามันเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ หากชายหนุ่มกลับไม่ปริปากบ่นอะไรออกมาสักคำ ซ้ำยังเต็มอกเต็มใจที่จะโทรกลับทุกครั้งด้วย
แจจุงหันหลังกลับก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังโซฟาบุหนังตัวยาวแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดฝาพับก่อนจะกดดูข้อความที่เพิ่งเข้ามาใหม่แทบจะในทันที...
แจจุงอา...
นายโกรธฉันเหรอ?
ฉันขอโทษที่กลับบ้านช้า... เเต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ
ลูกค้ารายนี้เอาใจยากแถมไม่ยอมให้ฉันกลับง่าย ๆ
ฉันก็เลยไม่มีแม้แต่เวลาจะโทรบอกนายก่อน
นี่... ฉันไม่ได้อยากจะแก้ตัวนะ...
แจจุงอา ฉันขอโทษ... นายอย่าโกรธเลยนะ ㅠㅇㅠ
ยุนโฮของนาย
คนตัวเล็กบางในเสื้อยืดสีขาวเนื้อนิ่มอดอมยิ้มน้อย ๆ ออกมาไม่ได้เมื่ออ่านข้อความที่คนตัวโตพยายามอย่างเหลือเกินในการส่งมาง้อจนจบ นิ้วเรียวสวยพรมลงบนปุ่มของโทรศัพท์เพื่อพิมพ์ข้อความอย่างคล่องแคล่วก่อนจะกดปุ่มส่งในวินาทีถัดมา แจจุงโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งเอาไว้ตรงที่เดิมก่อนจะเดินตัวปลิวไปยังโต๊ะทานอาหารเพื่อเก็บจานชามเข้าไปล้างในห้องครัวอีกครั้ง
.
.
.
มือเรียวเล็กขาวผ่องเอื้อมมือออกไปคว้าเอารีโมตมากดปิดโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่กำลังฉายรายการเกมส์โชว์อยู่ แจจุงลุกขึ้นจากโซฟาตัวใหญ่ที่นั่งแหมะอยู่มาร่วมสองชั่วโมงหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเรียบร้อย รายการทั้งหมดล้วนแล้วแต่ผ่านสายตาไปเฉย ๆ เท่านั้น... ร่างบอบบางไม่ได้สนใจจะดูรายการเหล่านั้นจริง ๆ เลยแม้แต่น้อย คิมแจจุงรู้ตัวดีว่าเขากำลังนั่งรอการกลับมาของคนรักอย่างใจจดใจจ่อทุกขณะลมหายใจเข้าออก
และการที่มานั่งดูโทรทัศน์ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากดูเลยสักนิดนั้นก็ถือเป็นแค่การฆ่าเวลาดี ๆ เท่านั้นเอง
มือเรียวเอื้อมไปจับลูกบิดของประตูห้องนอนก่อนจะใช้หัวไหล่ตัวเองดันมันให้เปิดกว้างขึ้นอีกนิดหนึ่ง
แสงไฟจากหลอดไฟฟูลออลเรสท์เซนส์สาดส่องจากเพดานลากไล้เป็นแนวยาวลงบนพื้นห้อง
ร่างเล็กค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปภายในอย่างเหนื่อยหน่ายอย่างไรก็ไม่อาจจะทราบได้ แจจุงบรรจงถอดเสื้อคลุมชุดนอนออกแล้วนำมันไปพาดเอาไว้กับพนักของเก้าอี้นวมตัวโปรดแล้วค่อยก้าวเท้าขึ้นสู่เตียงนอนขนาดควีนไซส์ มือเรียวสะบัดผ้านวมสีครีมสวยให้เปิดออกก่อนจะสอดตัวเข้าไปภายในผ้าห่มอุ่น ๆ แล้วเอี้ยวตัวไปปิดสวิตช์ไฟตรงหัวเตียงให้เหลือเพียงแค่ความมืดสนิทที่กำลังค่อย ๆ โรยตัวลงอย่างอ้อยอิ่งเพื่อครอบคลุมบรรยากาศภายในห้องนอนเท่านั้น
คนตัวเล็กบางพลิกกายไปทางขวามือของตนด้วยความเคยชินของนิสัย... แต่ติดที่ว่าในยามนี้ใครอีกคนซึ่งมีอ้อมกอดแสนอบอุ่นนั้นกลับไม่อยู่ ณ ที่ประจำตรงนั้น ริมฝีปากอิ่มสวยสีระเรื่อถูกขบเข้าหากันแน่นก่อนเจ้าของของมันจะใช้กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงบนหมอนของคนตัวโตกว่าแรง ๆ สองสามทีด้วยความอัดอั้นตันใจระคนโมโห
"นี่แหน่ะเจ้าหมีบ้า!! นายนี่มันแย่ที่สุดเลย ทิ้งฉันเอาไว้อย่างนี้ได้ยังไง แย่มาก... แย่จริง ๆ ..."
เจ้าของใบหน้าหวานละมุนหอบหายใจจนอกบางสะท้อนด้วยความเหนื่อยก่อนจะยื่นริมฝีปากล่างออกมาเมื่อนึกหมั่นไส้ว่าเจ้าตัวคนเป็นสาเหตุของอารมณ์เสียนั้นกลับไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย
เจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทราวนิลชั้นดีลุกขึ้นนั่งก่อนจะก้าวเท้าลงจากเตียงนอนนุ่มแล้วเดินไปเปิดประตูบานเลื่อนสีน้ำตาลเข้มของตู้เสื้อผ้าแบบบิลด์อินให้เปิดออกอย่างแผ่วเบา แจจุงหยิบเสื้อนอกยี่ห้อหรูตัวหนึ่งของชายหนุ่มคนรักออกจากไม้แขวนก่อนจะนำมันมากอดเอาไว้แนบอกพลางสูดกลิ่นกรุ่นไอแดดที่มักจะอวลติดกายของคนรักจนชื่นปอด คนตัวเล็กหมุนส้นเท้าเพื่อหันหลังกลับไปยังเตียงนอนอีกครั้ง
แม้ว่าจะโกรธมากแค่ไหน...
แม้ว่าจะน้อยใจมากเท่าไร...
แต่ก็ยังรัก... รัก... และรักอยู่เหมือนเคย...
"รีบ ๆ กลับมานะ เจ้าหมีบ้า..."เสียงแหบนิด ๆ บ่นพึมพำลอดพ้นริมฝีปากสีกุหลาบสวยออกมาในยามที่เจ้าตัวนั้นกำลังใกล้จะคล้อยเข้าสู่ห้วงนิทราเต็มที กลิ่นกายและไออุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่บนเสื้อนอกของชายหนุ่มนั้นทำให้คนตัวเล็กเข้าสู่ห้วงฝันได้อย่างง่ายดายราวกับมีเวทมนตร์ประหลาด สองแขนเรียวเล็กกระชับเสื้อนอกสีเทาเข้มให้แน่นขึ้นก่อนเจ้าของใบหน้าสวยจะค่อย ๆ พริ้มตาลงจนเห็นแพขนตางอนทาทาบลงกับแก้มขาวเนียนในที่สุด
.
.
.
สัมผัสของอากาศเย็น ๆ ที่อยู่ ๆ ก็ลอยเข้ามากระทบถูกแผ่นหลังทำให้คนตัวเล็กบางในชุดนอนตัวหลวมโคร่งสบายต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แจจุงพลิกกายมาฝั่งตรงข้ามก่อนจะขยับตัวให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้นพลางพยายามลืมตาที่หรี่ปรือด้วยความง่วงงุนเต็มทีขึ้นมามองต้นเหตุของความเย็นนั้นด้วยใบหน้าที่บูดสนิท
"ฉันกลับมาแล้ว... แจจุง"เสียงทุ้ม ๆ แสนอบอุ่นคุ้นเคยดังขึ้นชิดริมหู
ทว่าคนฟังไม่ปริปากพูดอะไรตอบออกมาสักคำเดียวหากกลับเบือนหน้าหนีผู้มาใหม่ไปอีกทางก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่างเก่าราวกับไม่แยแสต่อการมาถึงของร่างสูงกว่าเลยสักนิด
ยุนโฮสังเกตเห็นอาการผิดแผกไปจากปกตินั้นของคนรักตัวเล็กจึงรีบเอื้อมมือออกไปรั้งหัวไหล่กลมกลึงเอาไว้ก่อนจะดึงเจ้าของร่างหอมกรุ่นไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทานได้เข้ามากอดไว้แนบแน่น ชายหนุ่มก้มหน้าไปใกล้เสียจนจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจแล้วง้อด้วยอาการออดอ้อนอ่อนหวาน
"แจจุง... อย่าโกรธเลยนะ นี่ฉันรีบกลับมาแล้วไง ไม่ได้ไปเถลไถลที่ไหนจริง ๆ นะ"
"..."
เสียงที่งึมงำลอดพ้นริมฝีปากอิ่มชื้นสีเรื่อออกมานั้นไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบของสายลมในฤดูหนาว ชองยุนโฮเขยิบร่างให้เข้าไปใกล้คนที่กำลังนอนหันหน้าหนีไปอีกทางให้มากขึ้นกว่าเก่าแล้วค่อยใช้มือข้างหนึ่งเกี่ยวปอยผมนุ่มนิ่มที่ตกลงมาระแก้มใสขึ้นไปทัดหูให้อย่างอ่อนโยนพลางถาม
"เมื่อกี๊พูดอะไรน่ะ... เบาจัง ฉันไม่ได้ยินเลย"
มือเรียวเล็กขาวจัดเอื้อมมาแตะลงอย่างแผ่วเบาบนหลังมือของร่างสูงที่กำลังประคองแก้มของตนเองเอาไว้อยู่ นัยน์ตาสีดำสนิทคู่สวยจ้องมองกลับมาด้วยอารมณ์ที่ยุนโฮไม่สามารถคาดเดาได้ วินาทีต่อมาริมฝีปากอิ่มสวยจึงถูกขยับขึ้นลงเพื่อพูด
"ฉันบอกว่าไม่ได้โกรธสักหน่อย..."
"จริง ๆ นะ?"ย้อนถามเสียงสูงด้วยความลิงโลดเสียจนคนฟังรู้สึกได้ถึงความยินดีที่แฝงมากับน้ำเสียงนั้น
คนหน้าสวยพยักหน้ารับก่อนจะค่อนขอด
"จริงสิ นายหูหนวกหรือยังไงกัน?"
ดูท่าว่าประโยคที่ร่างบางประชดไปก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกสะทกสะท้านหรือเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด เพราะแทนที่จะโกรธ... แต่ชองยุนโฮกลับฉีกยิ้มกว้างเสียจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบชัดเจนก่อนจะกระซิบชิดริมหูคนตัวเล็กบางที่ตกอยู่ในอ้อมกอด
"ขอบคุณ... ขอบคุณ... ที่ไม่โกรธฉันนะแจจุง"
ปลายจมูกโด่งเป็นสันจรดลงบนผมกลุ่มผมนุ่มนิ่มสีดำสนิทก่อนจะเลื่อนไปจุมพิตตรงข้างขมับเพื่อสูดเอาความหอมกรุ่นกำจายอันเป็นเอกลักษณ์ของแจจุงเสียจนชื่นปอด ยุนโฮแนบประทับจูบแผ่ว ๆ ที่แก้มนวลเนียนของคนที่นอนซ้อนอยู่ข้างหน้าด้วยความรักและอ่อนโยนอย่างเหลือแสน
แจจุงลอบถอนหายใจด้วยความสุขเมื่อการรอคอยทั้งวันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว... สิ้นสุดลงตั้งแต่เจ้าของอ้อมกอดอุ่น ๆ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอน ความน้อยใจ ความเสียใจและอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงได้มลายเหือดหายไปจนสิ้นทันทีที่ชายหนุ่มปรากฏกายอยู่ตรงหน้า...
ชองยุนโฮ... คือทุกสิ่งของคิมแจจุง
เขาโกรธได้...
เขาน้อยใจได้...
หากกลับเกลียดยุนโฮไม่ลงเลยแม้แต่น้อย...
แม้เพียงในเสี้ยวของความคิด... คิมแจจุงยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป
ยุนโฮลอบมองเสี้ยวหน้างดงามในความมืดสลัว... เพราะไฟในห้องนอนถูกปิดสนิทจนเหลือเพียงแค่แสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกรอบไม้ที่ม่านถูกแง้มเปิดเอาไว้น้อย ๆ เท่านั้น แพขนตางอนสวยที่ทาทาบกับแก้มนวลเนียน จมูกเล็กโด่งรั้น และริมฝีปากอิ่มสวยสีระเรื่อ... เครื่องหน้าที่ดูสมส่วนและเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกลมกลืนล้วนแล้วแต่ทำให้แจจุงเปรียบเสมือนภาพฝันที่มีตัวตนอยู่จริง...
ไม่แปลกเลยถ้าผู้ชายอย่างชองยุนโฮจะทั้งรัก ทั้งหลงเสียจนถอนตัวไม่ขึ้น!
ร่างสูงซึ่งตึงแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนออกกำลังกายเป็นประจำเลื่อนตัวเข้าไปในผ้าห่มก่อนจะแนบหน้าอกของตนกับแผ่นหลังบาง ๆ ของเจ้าของใบหน้าหวานละมุน มือเรียวแข็งแรงสอดเข้าไปใต้ผ้าห่มอุ่นหมายจะกอดกระหวัดรัดเอวเล็ก ๆ ของคนรักแต่กลับไปสัมผัสเจอบางสิ่งเข้าให้เสียก่อน!
"เอ๊ะ!! นี่อะไรน่ะ?"ร่างสูงอุทานด้วยความแปลกใจก่อนค่อย ๆ จะหยิบเจ้าสิ่งที่ว่าออกมาจากใต้ผ้าห่มเพื่อมาพิจารณาดูให้ชัด ๆ ถนัดถนี่
ดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลเข้มจัดจนเกือบดำเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า ในขณะที่เจ้าของของมันจะหันขวับไปมองหน้าของคนรักตัวเล็กด้วยความรวดเร็ว... ทว่าแจจุงนั้นกลับขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนโตไปเสียแล้ว!!!
ริมฝีปากบางเฉียบระบายรอยยิ้มกว้างขวางก่อนจะปล่อยให้ตัวเองหัวเราะออกมาจนเต็มเสียงเมื่อรู้ดีว่าแจจุงของเขารู้สึกอายเพียงใดที่เขารู้ว่าเจ้าตัวนั้นเอาเสื้อของเขามานอนกอดแล้วเผลอหลับไป...
อย่างน้อยเจ้าเสื้อตัวนี้ก็แทนไออุ่นจากตัวเขาได้ในระดับหนึ่งล่ะนะ...
ชายหนุ่มเผลอคิดในใจไปแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาจัดการกับคนรักที่น่ารักที่สุดในโลกซึ่งตอนนี้เอาแต่ซ่อนหน้าซ่อนตามุดตัวอยู่ในผ้าห่มสีครีมผืนใหญ่ มือเรียวแข็งแรงเอื้อมออกไปดึงชายของผ้าห่มเพื่อจะเปิดมันออก หากคนที่อยู่ข้างในกลับออกแรงขืนเอาไว้เต็มที่ ยุนโฮจึงออกแรงดึงมากกว่าเก่าพลางพูดโดยพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้สุดความสามารถ
"แจจุง... ออกมาเถอะ ฉันไม่ล้อนายก็ได้"
"ไม่!! ฉันไม่เชื่อนายหรอก"เสียงแหบนิด ๆ ตะโกนดังอู้อี้ออกมาจากข้างในผ้าห่ม
ยุนโฮยิ้มอารมณ์ดีพลางปีนขึ้นไปคร่อมคนที่อยู่ในก้อนผ้าห่ม(?)เอาไว้ก่อนจะบอก
"เชื่อเถอะนะ... ไม่ล้อหรอก จริง ๆ ฉันสัญญา"
"ไม่เอา ไม่เชื่อ ไม่ต้องมาสัญญงสัญญาอะไรเลย ตาหมี"แจจุงตะโกนตอบพร้อมกับออกแรงดึงชายผ้าห่มทุกด้านเอาไว้สุดความสามารถ... โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายนั้นเลิกยื้อยุดเจ้าผ่าห่มผืนโตผืนนี้ไปนานแล้ว
"เชื่อหน่อยนะ...นะ... แจจุงของฉัน"แซวจนคนฟังหน้าแดงร้อนฉ่า
แต่ร่างบอบบางยังไม่ทันจะได้ตอบหรือเถียงอะไรออกมาสักคำก็ต้องหัวเราะออกมาเต็มเสียงเมื่ออยู่ ๆ นิ้วมือทั้งสิบของคนตัวโตกว่าที่อยู่นอกผ้าห่มกำลังจั๊กกะจี้เอวเขาอย่างไม่ปรานีเลยสักนิด
"ฮะ ๆๆๆๆ ฮะ... พอเถอะ ยุนโฮ..."เสียงแหบเล็กน้อยร้องคร่ำครวญพลางกลั้วเสียงหัวเราะไปด้วยไม่ขาดปาก
ชองยุนโฮอาศัยความชำนาญ(?)กระชากผ้าห่มออกอย่างรวดเร็วทั้ง ๆ ที่มืออีกข้างก็ยังคงเลื่อนและไต่ไปตามแนวลำตัวของร่างบางอย่างถือสิทธิ์เต็มที่ แจจุงนอนหอบจนแผ่นอกบางสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ขาดเป็นห้วง ๆ เพราะหัวเราะมากจนเกินไป คนตัวเล็กใช้มือยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลลงมาตรงหางตาออกก่อนจะทำหน้ามุ่ยเมื่อสำนึกได้ว่าตนเองนั้นแพ้หมีตัวโตอย่างไร้ซึ่งทางสู้
"ว่าไง?"ยุนโฮลอยหน้าถามพลางใช้ข้อศอกยันตัวเองเอาไว้กับพื้นเตียง
"จะให้ว่าไงเล่า? นายก็รู้ว่าฉันบ้าจี้นี่ ขี้โกงที่สุดเลย"ตอบด้วยเสียงขึ้นจมูกก่อนจะหลบสายตาวิบวับวาววามของร่างด้านบนไปอีกทาง
ท่ามกลางแสงจันทร์สีเหลืองนวลตาที่ส่องทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามา... ชองยุนโฮเห็นใบหน้าหวานละมุนของร่างที่นอนทอดยาวอยู่ข้างใต้ได้ว่ามีสีเรื่อชัดเจน แก้มใส ๆ ของแจจุงในยามนี้กลับแดงจัดเพราะความเขินหรืออะไรก็ไม่อาจจะทราบได้
"ไม่ขี้โกงแล้วจะเอาชนะคนสวยแสนดื้อคนนี้ได้เหรอ?"
"บ้า!!"ว่าก่อนจะยกกำปั้นขึ้นทุบไหล่ของร่างสูงกว่าไปสักสองสามที
ยุนโฮยิ้มรับก่อนจะทิ้งน้ำหนักของตัวเองลงบนร่างบาง ๆ ในเสื้อนอนตัวหลวมโดยเหลือแขนเพียงข้างเดียวที่ยันกับพื้นเตียงนุ่มเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองดวงหน้าของคนรักอย่างหลงใหลไม่คิดปิดบัง
"ฮื้อ... ไม่บ้าสักหน่อยนะ นี่พูดเรื่องจริงนะเนี่ย"
"ยุนโฮ..."เอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมาสบกับอีกฝ่ายอย่างต้องการจะสื่อความหมายลึก ๆ บางอย่าง
"หือ?"คนถูกเรียกตอบรับเสียงอยู่แค่ในลำคอพลางใช้ปลายจมูกโด่ง ๆ ของตนคลอเคลียกับจมูกโด่งรั้นของแจจุงไปด้วย
คนหน้าสวยยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาแตะแก้มของชายหนุ่มคนรักก่อนจะบอกความจริงที่ติดค้างอยู่ในใจทั้งวันออกมา
"ที่บอกว่าไม่ได้โกรธน่ะจริง... แต่ฉันก็น้อยใจนะรู้รึเปล่า?"
"..."
ไร้เสียงตอบรับจากคนที่อยู่ด้านบนแต่อย่างใด แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความคลางแคลงใจระคนสงสัยก่อนจะถามเสียงสูง
"อย่าบอกว่าไม่รู้นะ?"
"รู้สิ... คนสวยขี้งอน แค่นี้ทำไมคนหล่อ ๆ อย่างฉันจะดูไม่ออก"ยุนโฮยกยิ้มอ่อนโยนที่มุมปากก่อนจะกระซิบให้คำตอบชิดริมฝีปากอิ่มชื้นสีสด
"หลงตัวเองชะมัด!"ว่าในขณะที่ใช้หน้าผากของตนชนกับหน้าผากของเจ้าของผมสีน้ำตาลแกมแดงไปพลาง ๆ ... ดูแล้วช่างเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเจ้าตัวอย่างเหลือเกิน
"อ้าว นี่เพิ่งจะรู้เหรอ?"ร่างสูงยังเย้าไม่เลิก
"ชองยุนโฮ!"
"หืม?"ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนักเพราะกำลังเริ่มเมามายไปกับเสน่ห์ที่มีมากล้นของร่างตรงหน้าไปเสียแล้ว ทว่าประโยคที่คนรักตัวเล็กเอ่ยออกมานั้นทำเอาร่างสูงถึงกับชะงัก
"วันหลังอย่าไปไหนเงียบ ๆ แล้วทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้อีกนะ"
"อืม... จะไม่ทำแล้วล่ะ"ตอบพลางมอบจุมพิตหวาน ๆ ลงบนกลีบปากอิ่มชื้นสีดสดอย่างอ่อนโยนราวกับเป็นคำสัญญา
สองแขนเรียวเล็กถูกยกขึ้นมาโอบรอบคอของชายหนุ่มก่อนเจ้าตัวจะมอบจูบแสนเร่าร้อนตอบสนองด้วยความเต็มอกเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ยุนโฮขยับกายเข้าไปแนบชิดกับร่างที่อวลด้วยกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ชวนให้ลุ่มหลงก่อนจะสะบัดผ้าห่มผืนใหญ่สีครีมให้ลอยละลิ่วปลิวลงไปกองอยู่บนพื้นที่ปูพรมชั้นดีได้อย่างง่ายดายด้วยน้ำหนักของมันเองบวกกับแรงโน้มถ่วงของโลก
.
.
.
"แจจุง... ตื่นได้แล้วนะ"
เสียงทุ้ม ๆ ที่ปลุกอยู่ข้างหูทำเอาคนตัวเล็กต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วพลิกกายไปอีกฝั่งหนึ่งของเตียงด้วยความเกียจคร้าน ยุนโฮมองภาพคนสวยขี้เซาตรงหน้าแล้วถึงกับอดยิ้มออกมาไม่ได้ ชายหนุ่มเขยิบกายให้เข้าไปใกล้อีกนิดแล้วช้อนตัวคนที่มีเพียงเสื้อเชื้ตตัวเดียวติดกายขึ้นมาอุ้ม
"อือ... จะทำอะไรน่ะ ยุนโฮ..."ถามด้วยเสียงงัวเงียเพราะยังไม่ตื่นดี
"พานายไปอาบน้ำ"ตอบด้วยเสียงเรียบเรื่อย
"อื้อ..."ร่างบอบบางซุกหน้าลงกับแนวไหล่แข็งแรงอย่างต้องการจะออดอ้อนก่อนจะปล่อยให้ร่างสูงคอยทำหน้าที่เป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดด้วยความเต็มใจ
.
.
.
ร่างบอบบางในชุดลำลองอยู่บ้านเดินลากรองเท้าสลิปเปอร์คู่เก่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าตู้เย็นเครื่องใหญ่ในห้องครัว เจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทยืนใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจตะโกนถามความเห็นของคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเพลิดเพลินอยู่บนโซฟาบุหนังชั้นดีในห้องนั่งเล่น
"ยุนโฮ... เช้านี้นายอยากกินอะไร?"
เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ก่อนจะตะโกนตอบกลับมา
"อะไรก็ได้... อะไรที่นายทำฉันกินได้ทั้งนั้นแหละ"
คำตอบนั้นทำเอาคนฟังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนแก้มแทบปริ มือเรียวเล็กเอื้อมออกไปจับที่จับของประตูตู้เย็นก่อนจะออกแรงดึงนิดหนึ่ง แจจุงกวาดสายตามองหาของสดและวัตถุดิบที่จะพอทำอาหารเช้าเบา ๆ ได้ในช่องฟรีซอยู่แวบหนึ่ง... แต่แล้วตาโต ๆ แสนสวยคู่นั้นก็พลันต้องเบิกกว้างขึ้นด้วยความแปลกใจถึงขีดสุด
เมื่อในชั้นวางของของตู้เย็นมีไอศกรีมยี่ห้อโปรดของเขาวางอยู่!!
แจจุงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเมื่อวานนั้นเขาลืมซื้อของที่ตัวเองต้องการไปเสียสนิทเพราะเขามัวแต่ซื้อของที่ชายหนุ่มคนรักชอบ คนตัวเล็กอ้าปากค้างอยู่ชั่วขณะก่อนจะตะโกนถามขึ้นมาลอย ๆ
"นี่นายซื้อไอศกรีมมาเหรอ?"
อีกครั้งที่ชายหนุ่มละสายตาจากตัวอักษรที่เรียงเป็นพรืดติดกันเพื่อเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามของร่างบอบบาง
"ใช่... ก็เห็นว่านายชอบ แล้วเมื่อวานมันก็หมดแล้ว ฉันก็เลยซื้อมาให้ ทำไม? มีอะไรงั้นเหรอ?"
"เปล่า... ไม่มีอะไรหรอก"ตอบก่อนจะซ่อนรอยยิ้มยินดีเอาไว้หลังฝาประตูของตู้เย็น
บางทีความเอาใจใส่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทำให้คนเรารักกันมากขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว...
แจจุงคิดในขณะที่หยิบเอาวัตถุดิบสองสามอย่างมาวางลงบนโต๊ะเตรียมอาหารพลางฮัมเพลงในลำคอเป็นทำนองแสนคุ้นหูอย่างนึกอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อบิดโค้งขึ้นแย้มยิ้มงดงามจับตาเมื่อหันไปสบตากับชายหนุ่มคนรักที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในครัวเมื่อครู่...
******************************************
-Fin-
อา... จบแล้วค่า... เป็นเรื่องที่ลากเลือดมาก ๆ อีกตามเคย เหอ ๆ =w=
(เรื่องนี้เห็นได้ชัดค่ะว่าอีคนเขียนมันลำเอียงระดับโฮกกกกกกกก
เขียนมา 8-9 หน้ายังมีแต่แจจ๋า 555+
ไม่ต้องอะไรมากค่ะ แค่ชื่อเรื่องมันก้อลำเอียงสุด ๆ แล้วล่ะค่ะ =0= )
อ่า... หลังจากปลุกปล้ำ(?)กับน้องช้อทฟิคเรื่องนี้มานาน...
ก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าคุณผู้อ่านจะชอบไม่มากก็น้อยนะคะ^^
(ดูมันใช้ศัพท์ -"- )
สุดท้าย... ต้องขอบคุณคนอ่านทุกคนทั้งที่เม้นท์และไม่เม้นท์ด้วยนะคะ
ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ!!
แล้วพบกันใหม่เมื่อโลกต้องการนะค้า
บ๋ายบาย ^^bb
ปล.คราวนี้ทอล์คน้อย เราไม่ได้เป็นอะไรไปนะคะ^^ ยังสบายดีค่ะ 555+
แต่แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้นเองอะค่ะ T^T
ไฟท์ติ้ง!!!! (<<<บอกตัวเองค่ะ 555+)