[Fic] Shelter from the Rain… (Special Part)
posted on 01 May 2012 21:21 by lucreazia in Fiction
Shelter from the Rain…
Author: Lucreazia
Fan-Fiction: TVXQ (Pairing: YuSoo)
Kind: Thriller, Drama, Romantic
Rate: PG-17
Author’s Note: สวัสดีค่ะ ลคซ.เองค่า ^^
กลับมาอีกครั้งแล้วค่า หลังจากหายไปตั้งแต่เดือนตุลาฯปีที่แล้ว (นานไปไหม? กร๊ากกก)
หวังว่าคนอ่านที่รักทุกท่านจะยังไม่ลืมลคซ.กันไปหมดแล้วนะคะ *สะอื้น*
อา... เรื่องของเรื่องก็คือเรานึกเฮี้ยนขึ้นมาค่ะ >.<
ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากมาก ๆ เลยทีเดียวเชียวค่ะ ที่เราลงมือเขียนแค่สองวันก็เสร็จ!
เราล่ะอยากจะปรบมือกึกก้องให้ตัวเองสักสิบทีรวดค่ะ ฮี่ ๆๆๆ
ยังไงก็ขอให้อ่านตอนพิเศษกันให้สนุกเหมือนเคยนะคะ
**ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน... และถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจหรือรับไม่ได้ กรุณาปิดหน้าเวบเพจนี้ลงอย่างสันติ ขอความกรุณาอย่าก่อกวนโดยการเม้นท์ต่อว่านะคะ ขอบคุณค่ะ**
Shelter from the Rain…
(Special Part)
By: Lucreazia
.
.
.
ลึกเข้าไปในป่าดิบชื้น... ท่ามกลางเหล่าพันธุ์ไม้ขนาดสูงใหญ่ที่ขึ้นกันอยู่อย่างเบียดเสียดราวกับจะแย่งพื้นที่ในการดำรงชีวิตนั้นปรากฏร่างของชายหนุ่มสองคนกำลังวิ่งอย่างทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย หนึ่งในสองร่างนั้นแต่งกายด้วยชุดทหารพรางพร้อมติดอาวุธครบมือ ส่วนอีกร่างนั้นอยู่ในเสื้อกาวน์ตัวยาวขาดวิ่นซึ่งแลดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนจะเคยเป็นสีขาวมาก่อน
ชายแปลกหน้าต่างถิ่นทั้งสองกำลังบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในใจกลางป่าที่มืดทึบ ไร้ซึ่งแสงแดดและเข็มทิศบอกทางใด ๆ เช่นนี้... คนในชุดพรางกลับออกแรงกระชากต้นแขนของอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานีปราศรัยให้เดินเร็ว ๆ ไปตามทิศทางตรงกันข้ามกับทิศที่บรรดาพืชชั้นต่ำอย่างมอสหรือราซึ่งได้เกาะเรียงติดกันเป็นพรืดอยู่ตามลำต้นของพืชวงศ์ยางด้วยความมั่นอกมั่นใจในสัญชาตญาณของตนอย่างยิ่ง
เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักใหญ่ หลังจากได้เดินแกมวิ่งฝ่าดงพืชพันธุ์ไม้ที่ไม่คุ้นตาเลยสักนิดติดต่อกันยาวนานเป็นเวลาร่วมสิบกว่านาที ฝ่ายที่ถูกลากนั้นโดนกิ่งไม้เกี่ยวใบหน้า แขนขาและลำตัวไปตลอดทางก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าทั้งกายใจเสียเต็มกำลัง จนถึงกับต้องเปิดปากถามทำลายความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองคนขึ้นมาเบา ๆ
“นี่เราจะไปไหนกัน?”
คนถูกถามไม่ตอบว่ากระไร มีเพียงแค่อาการปรายหางตามามองนิด ๆ ก่อนจะปล่อยต้นแขนของร่างในเสื้อกาวน์ให้เป็นอิสระพลางพยักเพยิดบุ้ยคางเป็นทำนองให้อีกฝ่ายลงไปนั่งพักตรงโขดหินที่มีหน้าตัดกว้างพอที่คนหนึ่งคนจะนั่งพักขาได้ด้วยอาการกึ่งรำคาญโดยไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด
ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ตามเลื่อนมือขึ้นไปลูบแขนซึ่งบัดนี้กลับมีรอยปื้นสีแดงปรากฏให้เห็นป้อย ๆ ด้วยความเจ็บ หากเจ้าตัวกลับไม่ได้ปริปากบ่นอะไรออกมาให้ได้ยินเลยทั้งสิ้น เขาทำได้เพียงแค่เลื่อนตัวลงไปนั่งพักบนก้อนหินก้อนใหญ่ข้างทางตามที่อีกฝ่ายบังคับด้วยสายตาเมื่อครู่อย่างว่าง่ายเท่านั้น
นาทีต่อมา ร่างที่ยืนค้ำอยู่ตรงเหนือศีรษะจึงค่อย ๆ ล้วงมือลงในกระเป๋าเป้แบบสะพายหลังใบเก่าสีเขียวหม่น ก่อนจะล้วงเอาขวดน้ำเปล่าออกมาแล้วโยนส่งให้คนที่กำลังนั่งพักเท้าอยู่อย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัวใด ๆ อะไรเลยทั้งสิ้น
คนที่อยู่ในเสื้อกาวน์ซึ่งเคยเป็นสีขาวมาก่อนรีบลนลานเอื้อมมือออกมารับขวดน้ำร้อนจี๋ เพราะสภาพอากาศโดยรอบนั้นร้อนจัดเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที เขาขมุบขมิบปากพึมพำคำขอบคุณออกมาให้ได้ยินแค่เบา ๆ ไม่ต่างไปจากเสียงขยับปีกของแมลง ก่อนจะเปิดฝา แล้วยกมันขึ้นมาจรดริมฝีปากด้วยความกระหายอย่างยิ่ง
“แค่จิบก็พอ”เสียงแหบแห้งสั่งด้วยถ้อยคำห้วนสั้นสมกับการที่เจ้าตัวคนพูดนั้นเป็นทหารหน่วยพิเศษในกองทัพ
คนฟังพยักหน้ารับรู้พร้อมกับกลืนน้ำลงไปในลำคอเพียงแค่อึกเดียวตามคำแนะนำนั้น ที่เขาทำตามอีกฝ่ายอย่างว่าง่ายและไม่อิดเอื้อนอะไรนั้น มันเป็นเพราะว่าตัวเขาไม่อยากมีปัญหากับใคร มันเป็นนิสัยของเขาอยู่แล้ว และอีกอย่าง... การก่อปัญหาไม่อาจจะช่วยให้สถานการณ์ตรงหน้านี้ดีขึ้นมากน้อยสักเท่าไรด้วย ซ้ำร้ายมันอาจจะทำให้แย่ลงกว่าเก่าเสียอีกก็เป็นได้
น้ำที่ล่วงผ่านลำคอไปแค่อึกหนึ่งสามารถดับกระหายได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ชายหนุ่มยกขวดพลาสติกนั้นขึ้นดื่มแต่เพียงน้อย ๆ อีกครั้ง เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลปนดำหยุดครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกหนักใจจนถึงกับอดรนทนไม่ไหว เอ่ยปากถามคำถามที่ตัวเองอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้ออกไปว่า
“ตกลงคุณจับผมมาทำไม?”
“เพราะคุณคือเป้าหมาย”ตอบพลางยกสองมือขึ้นมากอดอกด้วยอาการระแวดระวังตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
คนที่อยู่ ๆ ก็ถูกบอกว่าเป็นเป้าหมายหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งด้วยความสงสัย แล้วค่อยตัดสินใจถามออกไปอีกครั้ง
“เป้าหมายอะไร?”
“เป้าหมายของพวกก่อการร้ายน่ะสิ”
“ผมเนี่ยนะ?”เขาเบิกตาโตให้มากขึ้นกว่าเดิมเกือบจะสองเท่า ก่อนจะย้อนถามเสียงสูงพลางใช้นิ้วโป้งจิ้มลงตรงหน้าอกเป็นท่าทางประกอบไปด้วย
“ใช่”
เมื่อได้ยินคู่สนทนาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ มั่นคงและดูราวกับไม่หวั่นไหวต่ออะไรเลยทั้งสิ้น ร่างที่อยู่ในชุดกาวน์ตัวยาวซึ่งขาดวิ่นก็หมดสิ้นซึ่งความอดทนลงในที่สุด เขาลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูงพลางกัดฟันกรอด ก่อนจะโพล่งออกมา
“คุณต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ ๆ”
ชายหนุ่มกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะส่ายหน้าพลางบอกด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
“ไม่ผิดหรอก ถูกต้องแล้ว คุณนั่นแหละ... ด็อกเตอร์ปาร์คยูชอน”
เจ้าของชื่อและตำแหน่งนั้นถึงกับช็อกจนอ้าปากค้างไปนาน ยูชอนรู้สึกเหมือนจะหาปากของตัวเองไม่เจอ เขาได้แต่จ้องมองเสี้ยวหน้าของร่างเล็กเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนสลับกับมองไปรอบด้านซึ่งมีแต่ป่า... ป่า... แล้วก็ป่าด้วยความสับสนขั้นรุนแรง ด็อกเตอร์หนุ่มหันรีหันขวางพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเขาตระหนักและรับรู้ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า เรื่องบ้า ๆ ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จริงนี้ไม่ได้เกิดจากการจับผิดตัวหรือเกิดความผิดพลาดขัดข้องทางเทคนิคใด ๆ เลยทั้งสิ้น... ซ้ำร้ายเป้าหมายคือตัวเขาเองเสียอีกต่างหาก...
ยูชอนชี้นิ้วไปที่ร่างในชุดทหารพรางสีเขียวแก่ ก่อนจะอ้าปากพะงาบ ๆ เพื่อเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา... ซึ่งมันฟังดูแล้วไม่แม้แต่จะเป็นคำด้วยซ้ำ
“เอ่อ... คะ... คะ... คุณ!!!”
หากอีกฝ่ายกลับพยักหน้าลงน้อย ๆ ด้วยความเข้าอกเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนที่เขาจะขยับตัวลงนั่งกับพื้นดินซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้าป่าสีเขียวขึ้นอยู่แน่นขนัด ท่าทางสบาย ๆ ไร้ซึ่งท่าทีคุกคามใด ๆ นั้นกลับเป็นการช่วยเหลือคู่สนทนาที่กำลังสติแตกอยู่ให้ใจเย็นลงไปได้บ้าง เพราะเจ้าตัวเป้าหมายเริ่มก้าวเท้าถอยหลังพลางหันไปมองหาก้อนหินก้อนใหญ่เมื่อครู่เพื่อนั่งลงตามอย่างเขาบ้าง
พอเห็นอีกฝ่ายเริ่มสงบสติอารมณ์ลงไปได้เล็กน้อย เจ้าของนัยน์ตาเรียวรีสีน้ำตาลอ่อนจึงค่อยขยับปากพูดขึ้นมาว่า
“ผมชื่อคิมจุนซู”
อีกฝ่ายยังไม่หายจากอาการตกใจจึงรีบย้อนถามโดยไม่ยอมแม้แต่จะเสียเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีกลับไปว่า
“คุณจุนซู คุณคือใครกันแน่?”
“ผมทำงานให้หน่วยจู่โจมพิเศษสังกัดกองทัพบกของอเมริกา”
“หน่วย Ranger*1 งั้นเหรอ?”คราวนี้ยูชอนไม่คิดจะซ่อนความแปลกใจใด ๆ เอาไว้อีกต่อไป เพราะความแปลกใจนั้นมันออกมาปรากฏตัวอยู่ทั้งในคำถาม น้ำเสียง สีหน้าและแววตาจนหมดสิ้น
พอคู่สนทนาพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นการตอบรับ เขาก็รีบรุกถามต่อทันที
“ยศล่ะ?”
“พันตรี”
เมื่อสองหูได้ฟังคำตอบนั้นออกจากริมฝีปากเชิด ๆ อย่างชัดเจน ด็อกเตอร์หนุ่มก็ต้องถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ จากนั้นเขาจึงรีบประเมินคู่สนทนาซึ่งกำลังนั่งอยู่บนพื้นหญ้าด้วยสายตาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่คิดจะปิดบังความสงสัยใคร่รู้ปะปนกับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้เลยสักนิด ในเมื่อร่างตรงหน้านั้นหน้าเด็กขนาดนี้... อายุน้อยขนาดนี้กลับมียศเป็นถึงพันตรี... เพราะฉะนั้นร่างเล็กกว่าหากแลดูปราดเปรียวเหมือนกวางหนุ่มที่อยู่ในชุดทหารพรางเก่า ๆ คนนี้นั้นจะต้องมีความสามารถโดดเด่นและไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ยูชอนคิดพลางสลักความสำคัญของสิ่งที่ตนเองได้รับรู้และวิเคราะห์เองตามใจชอบเสียจนเสร็จสรรพเอาไว้ในใจทันที
“แล้วทำไมคุณถึงต้องมาจับตัวผมล่ะ”
“ผมบอกไปแล้วว่าคุณคือเป้าหมาย”
เจ้าของยศพันตรีร่างเล็กตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ และประหยัดถ้อยคำตามเคย หากกลับกลายเป็นยูชอนเสียอีกที่รู้สึกเหมือนตนเองโดนกดดันแบบกลาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองเป็นฝ่ายถามรุกไล่แท้ ๆ
“เป้าหมายน่ะผมเข้าใจ แต่ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม...”
คราวนี้ทหารหนุ่มกลับยกฝ่ามือขึ้นห้าม หมายความโดยนัยว่าเป็นการตัดบทสนทนาของอีกฝ่าย เขาจ้องมองลึกลงในดวงตาของชายหนุ่มอีกคนด้วยประกายคมปลาบพร้อมกับพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“ผมเอาตำแหน่งของผมเป็นประกัน ด็อกเตอร์... ผมไม่เคยพลาด”
“เอ่อ...”
จุนซูไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้ซักถามอะไรอีกเป็นครั้งที่สอง เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่เสียเวลาปัดเศษหิน ดิน กรวด หญ้าหรืออะไรก็ตามแต่ที่ติดขึ้นมากับกางเกงลายทหารเลยทั้งสิ้น มือเล็ก ๆ ที่แห้งแตกเพราะกรำประสบการณ์มากมายถูกเจ้าของของมันยกขึ้นไปเพื่อชี้ให้อีกคนหนึ่งเห็นพื้นที่โล่งว่างขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปราว ๆ ร้อยเมตรเบื้องหน้า ก่อนจะบอก
“เย็นนี้เราจะพักแถว ๆ นี้ก่อน ดูจากสภาพคุณแล้ว คุณคงไปต่อไม่ไหว”
“ผมยังไหว...”
“คุณต้องรู้จักประเมินตัวเอง การฝืนสังขารไปทั้งที่ไม่ไหวจะทำให้คนอื่นลำบาก”
คำพูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลาแบบทหารพึงกระทำนั้นทำเอายูชอนถึงกับจิตใจห่อเหี่ยวได้ในทันใด หากในส่วนลึกแล้ว เขาเองก็มีความเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะสามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังนึกเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของเขามาก่อน และเรื่องนี้นั้นมันก็สำคัญเหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
“รอผมอยู่ที่นี่นะ ด็อกเตอร์”เสียงเล็กหากแหบแห้งเล็กน้อยบอกกึ่งบังคับ เมื่อเขาทั้งสองคนเดินมาจนถึงพื้นที่โล่ง ๆ ที่ว่าเมื่อครู่แล้วเป็นที่เรียบร้อย
ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาเป็นประกายวิบวับข้างในเสมอรู้สึกไม่มั่นคง หวาดกลัวและไม่คุ้นเคยกับสถานที่แบบนี้เลยสักนิด ยูชอนกำลังรู้สึกตกที่นั่งลำบากและเกิดอาการหวั่นใจขึ้นมาจนแทบทนไม่ได้ เขาจึงโพล่งถามออกไปโดยไม่ทันได้ยั้งคิดให้ดีเสียก่อน... แต่กว่าจะคิดได้คำถามก็กลับหลุดปากออกไปเสียแล้ว
“คุณจะไปไหน เอ่อ... ผู้พันคิม?”
“เรียกผมแค่จุนซูเถอะ”
“ก็ได้ จุนซูคุณจะไปไหน?”
คราวนี้คนถูกถามหยุดสาวเท้าออกเดิน ก่อนจะหันหลังกลับมาแล้วบอกเรียบ ๆ
“ผมจะไปหาฟืน”
“ผมก็จะไปด้วย”
เมื่อประโยคนั้นจบลง จุนซูจึงรีบชิงบอกออกไปอย่างรวดเร็วว่า
“คุณนั่งรอดีกว่า”
“แต่...”
“เชื่อผม... รอที่นี่”
คำสั่งที่ลอดพ้นออกจากริมฝีปากเชิด ๆ แสนน่ารักนั้นเฉียบขาดและไม่มีการโอนอ่อนผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น ยูชอนจำต้องพยักหน้ารับ ก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้นตามเดิมด้วยอาการหวั่นวิตกอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่ชอบใจกับวิธีการของคนตรงหน้า แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะอีกฝ่ายเป็นทหาร ส่วนตัวเขาเองก็เป็นแค่พลเรือน ถึงจะเป็นด็อกเตอร์ก็เถอะ ยังไงเสียกฎก็คือกฎ... อีกอย่างตอนนี้เขาจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายเพียงแค่อย่างเดียว เพราะฉะนั้นกฎของอีกฝ่ายก็เหมือนกับเป็นกฎของเขาไปในตัวด้วยเช่นกัน
เจ้าของยศพันตรีลอบมองอาการซังกะตายและหวาดหวั่นของชายหนุ่มด้วยความเข้าใจ จุนซูจ้องมองลึกลงไปในดวงตาสีดำปนน้ำตาลอ่อนจางคู่นั้น ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงมั่นคงมากยิ่งกว่าคราวไหน ๆ และมันก็ช่วยทำให้อีกฝ่ายหายกังวลใจไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์
“ผมไม่ทิ้งคุณไปไหนหรอก”
.
.
.
“ด็อกเตอร์”
เสียงแหลมสูงหากติดจะแหบแห้งเล็กน้อยดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเศษไม้แห้งเต็มอ้อมแขนเล็ก ๆ คู่นั้น
คนตัวสูงกกว่าดีดตัวลุกขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิอดทนรอการกลับมาของอีกฝ่ายร่วมยี่สิบนาทีพลางถลาเข้าไปช่วยถือกิ่งไม้เหล่านั้นด้วยความดีใจ ก่อนจะถามตามมารยาท
“กลับมาแล้วเหรอ”
จุนซูพยักหน้าน้อย ๆ ส่งฟืนที่เขาออกไปเก็บมาจากบริเวณโดยรอบให้อีกฝ่ายจัดการแทนตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยิบเอาเต้นท์ขนาดกลางออกจากกระเป๋าเป้ใบเดิมมากองบนพื้น แล้วเริ่มเคลียร์พื้นที่ตรงหน้าให้โล่งด้วยการกวาดเอาหิน ดินหรือกรวดก้อนเล็กก้อนใหญ่ให้พ้นออกไปจากทาง เพราะเขารู้ดีว่าแม้จะเป็นแค่กิ่งไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจจะทำให้พื้นเต้นท์ชำรุดหรือเสียหายได้ และเขาไม่ต้องการให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ภารกิจในครั้งนี้ของเขาจะต้องสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเฉกเช่นทุกคราวที่ผ่านมา
พลันผู้พันหนุ่มกลับรู้สึกได้ถึงสายตาอีกคู่ที่กำลังจับจ้องมายังแผ่นหลังของเขาอยู่ เขาจึงหันหน้าไปยังทิศทางของต้นเหตุ ก่อนจะเข้าใจถึงสาระสำคัญที่ถูกส่งผ่านมาจากเจ้าของสายตาคู่นั้นได้อย่างไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเอ่ยปากถามด้วยซ้ำไป ร่างบางขยับกายให้เข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเพียงแค่สองสามก้าวพร้อมกับถาม
“คุณช่วยผมกางเต้นท์นี้หน่อยได้ไหม?”
การที่ผู้พันอย่างคิมจุนซูยอมเอ่ยถามออกไปด้วยอาการขอร้องนั้น มันเป็นเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังรอคำถามทำนองนี้จากเขาอยู่ด้วยอาการคาดหวังรอคอย เขารู้ดีว่า... อีกฝ่ายนั้นกำลังรู้สึกสิ้นหวัง... รู้สึกว่าตัวเองกำลังหมดประโยชน์ ไร้ค่าและไร้ซึ่งความสำคัญใด ๆ กับใครคนอื่น... ซึ่งใครคนอื่นในที่นี้ก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ ร่างเล็กบางหากกลับทรงพลังไปด้วยกล้ามเนื้อกระชับทุกส่วนสัดยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ก่อนจะยื่นเต้นท์ผ้าใบส่งให้คู่สนทนาทันทีที่คำตอบรับสั้น ๆ ลอดพ้นออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ๆ คู่นั้น
“ได้สิ”
ทว่าห้าหรือหกนาทีผ่านไป... ด็อกเตอร์หนุ่มก็ยังคงไม่อาจจะยกเสาของเต้นท์ให้มันกางขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็พยายามงมหาวิธีตั้งเสาด้วยการอิงจากหลักการฟิสิกส์กลศาสตร์หลากหลายทางด้วยกันแล้วก็ตาม หากมันกลับไม่ช่วยทำให้งานตรงหน้าขยับเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จได้เลยสักนิด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปมด้วยความหงุดหงิดและขัดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าอยู่ในห้องแล็บ ห้องวิจัยหรืองานประชุมวิชาการ ชายหนุ่มมักจะทำมันได้ดีมากยิ่งกว่าใคร ๆ ตลอดเวลายี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา ปาร์คยูชอนไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและห่วยแตกมากขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เมื่อความคิดด้านลบเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ชายหนุ่มจึงเผลอขบฟันกรามแน่นจนปรากฏรอยเป็นสันนูนขึ้นที่ข้างแก้มไปโดยไม่รู้ตัว วินาทีถัดมา... อาการเกร็งคอและช่วงไหล่ซึ่งจากความเครียดและกดดันพลันได้ระเหิดหายไปจนหมดสิ้นได้อย่างน่าประหลาด เมื่ออีกฝ่ายได้เดินเข้ามาแตะลงตรงไหล่ซ้ายของเขาเบา ๆ ก่อนจะลงมือช่วยโดยปราศจากคำพูดต่อว่าหรือปลอบโยนอะไรใด ๆ เลยทั้งสิ้น
มือเรียวเล็กหยาบกร้าน หากมันกลับบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของของมันนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความสามารถมากมายหลายหลากเลื่อนมาจับที่ข้อมือของเขา ก่อนจะพามือข้างนั้นของเขาที่กำลังถือแท่งเหล็กอยู่ไปยังบริเวณปลายสุดของโครงเต้นท์ แล้วค่อย ๆ นำมันเข้าไปเสียบเข้ากับช่องเล็ก ๆ ตรงมุมของผ้าใบ เจ้าของยศพันตรีลองทำให้ดูทีหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ยูชอนเป็นคนจัดการกับด้านที่เหลืออีกสามด้านเอง
“ช่วยกัน น่าจะเร็วกว่า”เขาบอกสั้น ๆ พลางยักไหล่ ก่อนจะเป็นฝ่ายนำขอเกี่ยวทำจากโลหะขึ้นไปเกี่ยวกับตัวโครงเหล็กของเต้นท์เสียเอง
มาจนถึงตอนนี้เต้นท์ผ้าใบรูปโดมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่กว้างขวางพอที่จะให้ผู้ชายสองคนสามารถมุดตัวเข้าไปนอนหลับได้อย่างไม่เบียดเสียดและขัดเขินก็ปรากฏขึ้นเป็นรูปเป็นร่างอยู่ตรงหน้า
ยูชอนห่อปากด้วยความทึ่งระคนอัศจรรย์ใจอยู่ไม่น้อย... โลกข้างนอกนี้ช่างกว้างใหญ่ เมื่อเทียบกับอาณาเขตอันน้อยนิดในห้องวิจัยของเขา
ผ่านไปไม่เกินสิบนาที กองไฟขนาดเล็กก็ถูกก่อขึ้นด้วยฝีมือของผู้พันหนุ่ม และในตอนนี้เขาก็กำลังย่างเนื้ออะไรบางอย่างอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ จุนซูล้วงเอาขนมปังแห้ง ๆ ซึ่งพกมันติดเอาไว้ในกระเป๋าเป้ขึ้นมาแบ่งให้คนตัวโตกว่ากิน รสชาติที่ล่วงล้ำผ่านลำคอนั้นแย่เกินบรรยาย แต่ด็อกเตอร์หนุ่มก็ไม่มีปัญญาจะบ่นหรือต่อว่า เขากลั้นหายใจพลางฝืนกลืนขนมปังกับเนื้ออะไรสักอย่างตากแห้งที่จุนซูเอาไปอุ่นให้อีกครั้งด้วยกองไฟเล็ก ๆ นั้นลงคอได้อย่างยากเย็น
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งลอบมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังนั่งกินขนมปังรสชาติเลวร้ายส่วนของตนเองอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความสนใจ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ขอผมถามอะไรหน่อยได้ไหม?”
คนที่กำลังกัดขนมปังอยู่ปรายหางตามามองนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
“คุณยังดูเด็กอยู่เลย”
“นั่นเป็นคำถามหรือ ด็อกเตอร์?”เขาย้อนพลางยกยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ
ยูชอนถึงกับสะดุดลมหายใจไปนิดหนึ่ง เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้วเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าร่างเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมส่วนงดงามนี้นั้นหน้าตาสะสวยเกินกว่าจะเป็นผู้ชายอยู่มากโข... ยิ่งพออีกฝ่ายยิ้มแล้ว ใบหน้านวลเนียนน่ารักนั้นยิ่งสดใสกระจ่างตามากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว! เขากระแอมไอเล็กน้อยไล่ความขัดเขินที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ ก่อนจะบอก
“ช่วยเรียกผมว่ายูชอนเฉย ๆ เถอะ”
“ก็ได้ ยูชอน”
มาถึงตรงนี้ร่างสูงก็ฝืนกินขนมปังแข็งโป๊กนั่นจนหมดเสียที เขาจึงยกขวดน้ำพลาสติกขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเช็ดปากด้วยหลังมือลวก ๆ แล้วค่อยถามอีกครั้ง
“คุณดูเด็กเกินกว่าที่จะเป็นพันตรี”
“สงสัยผมสินะ...”
“ผมเปล่า”
“คุณสงสัย”
“...”
“คุณต้องสงสัยสิ ไม่งั้นคุณไม่ถามผมหรอก จริงไหม?”คราวนี้คนตัวเล็กกว่าเอ่ยถามดักคออย่างคนรู้ทันพลางจ้องมองกลับไปด้วยสายตาคมปลาบ
ยูชอนยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแบอยู่ระดับอกพร้อมกับยอมรับออกมาตรง ๆ ได้ในที่สุด
“โอเค ผมสงสัย”
“ผมชินแล้วล่ะ คนมากมายถามผมแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันไปแค่ไปว่าถามด้วยคำพูดหรือถามด้วยสายตา”
“ขอโทษที...”
“คุณไม่ต้องรู้สึกแย่หรอก ยูชอน มันเป็นเรื่องปกติน่ะ”เขาว่า ก่อนจะลงมือเก็บข้าวของที่เอาออกมากินเป็นมื้อเย็นให้เข้าที่เข้าทาง พร้อมแล้วที่จะเก็บมันยัดรวมลงไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังนั้นอีกครั้ง
“สรุปคือคุณได้ยศพันตรีจริง”
“จริงสิ ผมเคยชนะการแข่งยิงปืนรณยุทธ*2ระดับห้ามาแล้วหลายครั้ง คุณวางใจผมได้เลย ถ้าคุณกลัวว่าผมจะไม่สามารถคุ้มกันคุณให้ปลอดภัยได้น่ะนะ”
ยูชอนสะดุดลมหายใจอีกครั้งเป็นรอบที่สองของวัน เมื่อได้รับรู้ถึงความสามารถพิเศษแบบหาตัวจับได้ยากของผู้ชายหน้าสวยเจ้าของร่างเล็กตรงหน้าอีกครั้ง ช่องว่างระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกและความเก่งกาจในสายอาชีพมันช่างแตกต่างห่างกันอย่างรุนแรงและไม่น่าเชื่อ
ด็อกเตอร์หนุ่มยังคงรู้สึกทึ่งอยู่ไม่หาย เพราะเขารู้ดีว่า คนที่เป็นนักกีฬาของการแข่งยิงปืนรณยุทธนั้นคือสุดยอดของสุดยอด เพราะคนพวกนี้แม้กำลังจะขี่ม้าอยู่หรือจะโดนใส่กุญแจมืออยู่ก็ตาม พวกเขาก็จะสามารถยิงปืนด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดให้เข้าเป้าระยะไกลหลายร้อยเมตรได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง เท่ากับว่า... ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์คับขันอย่างไร สัญชาตญาณ สติสัมปชัญญะและความเฉียบแหลมในการเอาตัวรอดของคนเหล่านี้นั้นถือว่ามีสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับตัวเขาเองด้วยแล้ว มันยิ่งห่างชั้นไปกันใหญ่
“คุณ...”
“ชู่ว์...”
คำชื่นชม คำถามหรืออะไรก็ตามที่ปาร์คยูชอนนึกอยากจะเอ่ยถามถูกขัดจังหวะด้วยการที่อีกฝ่ายเอานิ้วชี้ยกขึ้นมาแนริมฝีปากพลางส่งเสียงสั้น ๆ เป็นสัญญาณสากลที่ทุกคนรู้โดยทั่วกันว่านั่นคือการบอกให้เงียบ
คิมจุนซูหลับตาลง เพื่อเปิดประสาทสัมผัสส่วนที่เหลือให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ สองหรือสามวินาทีถัดมา เขาจึงลืมตาขึ้นพลางคว้าเอาขวดน้ำที่อยู่ใกล้มือที่สุดเทราดลงไปบนกองไฟขนาดเล็กกองนั้นให้มอดและดับสนิทลงด้วยเวลาไม่ถึงอึดใจ ก่อนที่จะเขาคว้าเอาตัวของชายหนุ่มที่ยืนเงอะงะจนทำอะไรไม่ถูกให้หมอบลงไปนอนราบกับพื้นซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าชื้น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
“มีคนมา...”ผู้พันหนุ่มกระซิบบอกอีกฝ่ายในระยะประชิด
ปาร์คยูชอนเบิกตากว้างมากขึ้นกว่าเดิมด้วยความตกใจพลางทำสีหน้าปั้นยาก ร่างเล็กในชุดทหารพรางไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ถามหรือแสดงความเห็นใด ๆ อีก เขาคว้าคอเสื้อของชายหนุ่มจากทางด้านหลังแน่น ก่อนจะออกแรงยกขึ้น แล้วผลักอีกฝ่ายให้ไปอยู่ข้างหลังของตัวเองรวดเร็วราวกับสายลมพัด
“สี่คน มาจากทางทิศตะวันตก”
ประโยคสั้น ๆ นั้นบ่งบอกถึงความเก่งกาจสามารถในการตั้งรับมือกับสถานการณ์คับขันตรงหน้าได้เป็นอย่างดี ยูชอนรู้ดีว่าเขาไม่อาจจะทำตัวเป็นภาระได้ หากจะให้เขาทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่เคยเรียนศิลปะป้องกันตัวอะไรสักอย่างมาก่อนเลยในชีวิต อย่างดีที่สุดก็แค่อ่านนิตยสารกีฬาและสุขภาพเท่านั้น
จุนซูอยู่ในท่าเตรียมพร้อม เขายกปืนไรเฟิลขึ้นแนบไหล่ ตาข้างขวาส่องอยู่ในเลนส์มองไกลสำหรับซุ่มยิง ในขณะที่นิ้วชี้ของมือขวาก็ประทับอยู่ในโกร่งไกเรียบร้อย... นับว่าคนตรงหน้านี้กำลังอยู่ในภาวะพร้อมเสมอสำหรับการเปิดฉากยิง
เสียงเดินเท้าย่ำหญ้าและดงไม้ดังสวบสาบใกล้เข้ามาทุกที... ทุกที... ทันใดนั้นร่างเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งก็โผล่พ้นจากพุ่มไม้ด้านซ้ายมือตามที่คาดเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ในระยะไม่เกินสามสิบเมตรแบบนี้ สำหรับจุนซูแล้ว ถือว่าง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก... ผู้พันหนุ่มเหนี่ยวไกเพื่อสังหารศัตรูอย่างไม่คิดลังเลใจสักนิด เสียงระเบิดของปืนดังกึกก้องกัมปนาทราวกับสายฟ้าฟาดกลางป่าในยามกลางคืน หากชายที่เพิ่งโผล่พ้นพุ่มไม้ออกมานั้นล้มลงขาดใจตายทันที โดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องสักแอะด้วยซ้ำ
จากนั้นความโกลาหลก็เข้ามาแทนที่... ชายร่างใหญ่อีกสามคนถลันเข้ามาพร้อมกัน จุนซูยกปืนขึ้นประทับบนไหล่อีกครั้ง ก่อนจะยิงเป้าหมายที่สองและสามได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที จากนั้นเขาลดปืนลงเพื่อหาศัตรูคนที่สี่... และนาทีนั้นเองที่เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ทำพลาดไปเสียแล้ว...
เพราะปาร์คยูชอนได้อันตรธานหายไปจากทางด้านหลังของเขาไปเสียแล้ว!!
ร่างเล็กเจ้าของยศพันตรีกัดฟันกรอดด้วยความโมโหขั้นรุนแรง ก่อนจะออกวิ่งไปตามต้นเสียงที่เขาได้ยินแทบจะในทันที สติบอกให้เขาต้องใจเย็น ๆ เพราะอีกฝ่ายนั้นมีด็อกเตอร์ระดับหัวกะทิของประเทศเป็นตัวประกันอยู่ สมองของเขาเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าดี หากแต่ร่างกายนั้นมันกลับไม่ยอมฟังคำสั่งเอาเสียเลย ตั้งแต่เกิดและมีชีวิตมาจนป่านนี้... คิมจุนซูไม่เคยรู้สึกร้อนรนขนาดนี้มาก่อนเลย และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าเหตุเพราะอะไร... เขารู้เพียงแต่ว่า... เขาจะต้องได้ตัวด็อกเตอร์ปาร์คยูชอนกลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นแล้วภารกิจของเขาที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของอเมริกันก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า
พอคิดได้ดังนั้นแล้ว ร่างเล็กเลยวิ่งไล่ตามอย่างสุดกำลัง ก่อนจะเห็นหลังไว ๆ ของศัตรูอยู่ไกลลิบ ๆ ทว่าข้างกายของมันกลับมีร่างของด็อกเตอร์หนุ่มถูกลากให้เอียงซ้ายเอียงขวาไปมาเพื่อบังวิถีการยิง ชายหนุ่มจึงเผลอลืมตัวสบถคำหยาบคายออกมาด้วยความขัดใจ เขาออกแรงขาเพื่อวิ่งให้เร็วมากขึ้นอีกนิด ก่อนจะกระชากปืนลูกโม่ลำกล้องสั้น ยี่ห้อสมิทธแอนด์เวลสัน เอ็ม 60 ขนาด .38 คู่ใจขึ้นมาจากเอว แล้วง้างนกขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม ทันทีที่เขาเห็นแผ่นหลังของศัตรูได้อย่างชัดเจนและไม่มีร่างของยูชอนบังวิถีกระสุนอีก เขาจึงลั่นไกทันที!
เสียงปืนดังแสบแก้วหู ในขณะที่กระสุนเจาะทะลวงตรงกลางหลังของศัตรูได้อย่างแม่นยำราวกับถูกจับวาง กลิ่นควันปืนและกลิ่นคาวเลือดผสมปนเป... วินาทีนั้นจุนซูคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้จบลงแล้ว ภารกิจที่เหลือก็แค่นำตัวของดอกเตอร์ปาร์คไปส่งให้กับรัฐบาลกลางเท่านั้น... แต่ทว่าเขากลับคิดผิดมหันต์ เพราะชายคนสุดท้ายไม่ได้ตายง่าย ๆ อย่างที่เขาคิด! มันยังไม่ตายในทันที แต่มันยืนหยัดด้วยแข้งขาที่อ่อนแรง ก่อนจะหันกลับมาใช้ปืนลูกซองระเบิดกระสุนนัดสุดท้ายเข้าใส่ตรงหน้าอกข้างซ้ายของพันตรีคิมจุนซูเสียอย่างนั้น!
ยูชอนซึ่งตกอยู่ในฐานะตัวประกันไม่รู้อิโหน่อีเหน่อะไรอ้าปากร้องตะโกนสุดเสียงพลางถลันเข้าไปหาร่างเล็ก ๆ ในชุดทหารพรางที่กำลังกระตุกเฮือกพร้อมกับมีเลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมาทางปากและจมูก
“ไม่!!!!!!!!!!!!”
.
.
.
ชายหนุ่มแหกปากร้องเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีดพลางปัดป่ายมือเปะปะไปทั่วราวกับต้องการจะหาอะไรสักอย่างที่อยู่ใกล้มือเอาไว้เป็นหลักยึดอย่างไรอย่างนั้น ปาร์คยูชอนรู้สึกได้ถึงเหงื่อกาฬเย็นเฉียบและอะดรีนาลีนซึ่งกำลังหลั่งไหลเอ่อล้นท่วมไปทั้งร่างได้อย่างชัดเจน ก้อนของกล้ามเนื้อขนาดเท่ากำปั้นที่เต้นอยู่ในอกข้างซ้ายกำลังสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายด้วยอัตราเร็วผิดไปจากปกติหลายเท่า
เสียงโหยหวนยาวนานราวกับเจ้าตัวคนร้องนั้นกำลังตกใจสุดขีดที่ดังขึ้นนั้นทำเอาคนตัวเล็กที่กำลังนอนซุกซบอยู่บนแผ่นอกกว้าง ๆ อยู่ถึงกับต้องขยับตัว ก่อนจะเงยหน้า ปรือตาขึ้นมามองด้วยความเป็นห่วง แม้เจ้าตัวจะยังรู้สึกงัวเงีย งุนงงและยังไม่ตื่นเต็มที่ก็ตามที
“ยูชอน”เสียงเล็กกังวานใสแผ่วพริ้วลอดริมฝีปากเชิด ๆ ออกมาเป็นชื่อของชายหนุ่มคนรัก
เจ้าของชื่อนั้นเปิดเปลือกตาขึ้นพลางหอบหายใจแรง เหงื่อเย็น ๆ ยังคงไหลซึมออกมาตามแนวขมับจนเส้นผมด้านข้างนั้นถึงกับเปียกชื้นตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ เจ้าของเรือนร่างกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้สัดส่วนลืมตาโพลงจ้องไปยังความมืดมิดว่างเปล่าเบื้องหน้าราวกับคนที่ตกอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่าง
อาการที่แปลกไปอย่างเห็นได้ชัดเจนนั้นทำให้คนที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องตะโกนของอีกฝ่ายถึงกับต้องเอียงคอด้วยความฉงนฉงาย ไวกว่าความคิด... มือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มถูกเลื่อนไปแตะแก้มสากระคาย เพราะหนวดที่เพิ่งจะขึ้นใหม่ ๆ ด้วยอาการอ่อนโยน ความเป็นห่วงระคนรักใคร่ลึกซึ้งฉายชัดทั้งในน้ำเสียงและแววตาที่จ้องมองตรงมาอย่างแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว
“ยูชอน คุณไม่เป็นไรนะครับ?”
“จุนซู?”ปลายเสียงตวัดสูงราวกับต้องการจะถามให้แน่ใจ
คนตัวเล็กกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมจรุงเป็นเอกลักษณ์ขมวดคิ้วเข้าหาด้วยความแปลกใจพร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ครับ ผมเอง ฝันร้ายเหรอครับ”
“จุนซู? จุนซูแน่นะ? จุนซูของฉัน?”
“ครับ ผมเอง คุณไม่เป็นไรแน่นะครับ”ถามอีกครั้งพลางเลื่อนตัวให้ขึ้นไปหาอีกฝ่ายด้วยความกังวลใจที่ดูเริ่มจะเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
ผ้าห่มสีฟ้าทะเลเข้มจัดตัดกับสีผิวซึ่งทำจากผ้าไหมชั้นดีเลื่อนหลุดจากแนวไหล่ลาดขาวเนียนเปลือยเปล่าตกลงไปกองอยู่ตรงบริเวณสะโพก หากคิมจุนซูกลับไม่ให้ความสนใจกับมันมากน้อยสักเท่าไรนัก เพราะในขณะนี้เขากำลังนึกเป็นห่วงอาการที่แปลกไปของคนตรงหน้ามากยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมดในระบบสุริยจักรวาลนี้เสียอีก
“ฉันไม่เป็นไร...”
คนตัวเล็กกว่าจ้องลึกลงในดวงตาสีดำปนน้ำตาลอ่อนจางด้วยความคลางแคลงใจ ก่อนจะถามย้ำซ้ำ ๆ ด้วยสายตา... ไม่ใช่ด้วยคำพูด
“ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ จุนซู... มันก็แค่ฝันร้ายน่ะ”เขาว่าพลางโน้มตัวลงมาจูบกระหม่อมของคนรักตัวเล็กด้วยความรักและเอ็นดูจับใจ ก่อนจะยิ้มออกมา เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว สมองส่วนหน้าจึงสั่งการบอกเขาว่านี่คือโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ความฝันที่ได้เปลี่ยนตัวเขาให้กลายเป็นด็อกเตอร์สติเฟื่องที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แล้วคนรักเพียงหนึ่งเดียวชั่วนิรันดร์ของเขากลับกลายเป็นทหารหน่วยรบพิเศษเสียอย่างนั้นแหละ
ความฝันไร้สาระนั้นทำให้ยูชอนถึงกับเผลอยิ้มกว้างพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ดังขึ้นอยู่ในระยะประชิดนั้นทำเอาคิมจุนซูรู้สึกหลากใจและประหลาดใจเป็นล้นพ้น เขาเลื่อนนิ้วเล็ก ๆ ทั้งสิบไปเขย่าปลายแขนของคนตัวโตกว่า ก่อนจะเอียงคอน้อย ๆ พลางถามด้วยความอยากรู้ออกไปว่า
“ยูชอน ฝันถึงอะไรเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่ฝันร้ายน่ะ”
ร่างบอบบางหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย เมื่อถูกอีกฝ่ายบอกปัดอย่างไม่ไยดี จุนซูล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังให้คนตัวโตกว่าด้วยความน้อยใจอย่างเห็นได้ชัด
ยูชอนลอบสังเกตเห็นอาการนั้นจึงรวบเอาเอวเล็กบางเข้ามากอดจากทางด้านหลังเพียงหลวม ๆ แล้วจึงแนบจูบประทับลงตรงต้นคอขาว ๆ หอมกรุ่น... เป็นการง้อโดยปราศจากคำพูดใด ๆ
“ขี้โกง”เสียงเล็ก ๆ หากแหบแห้งเล็กน้อยดังขึ้นเบา ๆ
“ว่าฉันเหรอ?”
“ยูชอนขี้โกง”
“ฉันขี้โกงเรื่องอะไร?”คนถูกต่อว่าโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเริ่มจะโวยวายขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มออกแรงรั้งตัวของอีกฝ่าย หมายจะให้คนตัวเล็กหันหน้ากลับมาคุยกันดี ๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อร่างบอบบางไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามง่าย ๆ เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา นาทีต่อมา... เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นทว่าฟังแล้วกลับอู้อี้เล็กน้อย เพราะคนพูดกำลังงอนตุ๊บป่องพลางนอนหันหลังให้เขาอยู่อย่างเดิม
“คุณไม่เห็นจะเคยยิ้มกว้าง ๆ แบบนั้นให้ผมเห็นเลยสักครั้ง...”
“...”
“ผมไม่เคยได้ยินเสียงคุณหัวเราะด้วยซ้ำไป...”
ยูชอนถึงกับอึ้งไปสักพัก เมื่ออยู่ ๆ เขาก็บังเอิญได้รับรู้ถึงความเย็นชาของตนเองโดยไม่ทันได้ตั้งตัวจากปากคนรักของเขาเสียอย่างนั้น!
“จุนซู... ขอร้องล่ะ ช่วยหันมาก่อนได้ไหม?”
คราวนี้เขาเลื่อนตัวไปกระซิบชิดริมหูของคนตัวเล็กกว่าด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวานที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต จุนซูแข็งขืนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยอมหันกลับมา แต่พอหันกลับมาหาทั้งตัวแล้ว ร่างบอบบางก็รีบซุกใบหน้านวลเนียนของตนลงกับอกกว้าง ๆ กรุ่นด้วยกลิ่นไอแดดแสนคุ้นเคยของอีกฝ่ายทันที ก่อนจะประท้วงด้วยเสียงขึ้นจมูก
“ผมก็ไม่ได้อยากจะทำตัวแบบนี้หรอกนะครับ แต่...”
คำพูดที่อยากจะบอกพลันอันตรธานขาดหายไปราวกับโดนเวทมนตร์ เมื่อนิ้วเรียวยาวสวยได้รูปเชยเอาคางเล็ก ๆ ขึ้นมาให้เจ้าตัวได้สบตากันกับเขา ยูชอนขยับริมฝีปากขึ้นลงเพื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอ่อนหวานจับใจออกไปเพื่อเอาในคนตัวเล็กในอ้อมแขนว่า
“งั้นต่อไปนี้ฉันจะยิ้มทุกวันเลยดีไหม?”
แต่กระนั้นแล้ว... คำตอบของคิมจุนซูกลับคือการส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย...
“ทำไมล่ะ?”
“ก็... ก็ถ้ายูชอนยิ้มให้คนอื่นไปทั่วล่ะก็ ผมไม่เอาด้วยหรอก ยูชอนต้องยิ้มให้ผมคนเดียวสิครับ...”
วินาทีที่ได้ยินเสียงแหบแห้งหากแหลมสูงในท้ายเสียงนั้นตัดพ้อต่อว่า ยูชอนอดไม่ได้ที่เผยรอยยิ้มกว้างขวางทั้งปากและนัยน์ตาออกมาให้ได้เห็น เพราะประโยคสั้น ๆ นั้นกลับมีอิทธิพลสะท้านหัวใจของคนฟังได้เป็นอย่างยิ่ง
เขายอมจำนนต่อคนคนนี้จริง ๆ
ยอมจำนนทั้งร่างกาย จิตใจและลึกซึ้งถึงวิญญาณ...
เขาคงไม่มีวันไปรักใครอื่น นอกจากคนตรงหน้านี้ได้อีกแล้ว...
“ได้เลย ฉันสัญญา... ฉันจะยิ้มให้จุนซูคนเดียว”พูดจบ เขาก็ก้มลงไปสูดเอาความหอมจากแก้มเนียน ๆ สองทีติด ๆ กันเต็มแรง
นิ้วมือเรียวเล็กถูกเจ้าของของมันเลื่อนขึ้นไปไล้ตามความโค้งของใบหน้าหล่อเหลาราวกับงานประติมากรรมชั้นดีของปาร์คยูชอนด้วยอาการหลงใหลอย่างไม่คิดจะปิดบัง ในขณะที่เจ้าของใบหน้าหวานละมุนกลับเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ว่า
“ผมชอบรอยยิ้มของคุณ...”
คนถูกชมยิ้มร่ารับ ก่อนจะใช้ลำแขนแข็งแรงตวัดเอาร่างเล็กกว่าให้ลงไปนอนเอนราบอยู่ใต้ร่างของเขาอีกครั้งได้อย่างง่ายดาย
จุนซูยกสองแขนผอม ๆ ขึ้นไปคล้องรอบคอของอีกฝ่ายด้วยอาการแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ก่อนจะโน้มตัวขึ้นไปกระซิบลงตรงข้างหูของคนตัวโตกว่าด้วยอาการเต็มตื้นในหัวใจ
“เพราะรอยยิ้มของยูชอนมันอบอุ่น... อบอุ่นไปจนถึงข้างในหัวใจของผมเลย...”
.
.
.
*Fin*
*1Ranger คือหนึ่งในหน่วยรบพิเศษของทหารที่มีภารกิจหน้าที่ในการปฏิบัติการพิเศษต่าง ๆ ของกองทัพบก
*2กีฬายิงปืนรณยุทธ (International Practical Shooting Confederation: IPSC) ใช้ทักษะสามด้าน คือ ต้องมีความแม่นยำ, ความรุนแรงและความรวดเร็ว ภายใต้กฎแห่งความปลอดภัยของการใช้อาวุธปืนอย่างเคร่งครัด การแข่งขัน IPSC แบ่งออกเป็น 5 ระดับ เริ่มจากง่ายไปจนถึงยาก (ระดับ 5 หมายถึงการแข่งขันชิงแชมป์โลกและเป็นระดับสูงสุด)
อา... ก็ถือว่าจบลงไปได้ด้วยดีอีกเรื่องสินะคะเนี่ย >.<
มีคุณผู้อ่านคนไหนที่อ่านแล้วตกใจตอนแรก ๆ ที่เพิ่งเฉลยว่าปาร์คกลายเป็นด็อกเตอร์บ้างคะ?
แล้วก็มาตกใจกันอีกครั้งตอนที่เรื่องทั้งหมดกลายเป็นความฝันบ้างไหมคะ?
ขอบอกไว้เลยค่ะว่า ถ้าคุณผู้อ่านคนไหนตกใจ...
แสดงว่าคุณโดนหลอก เอ๊ย... คุณได้ทำให้เราบรรลุจุดประสงค์ของการเขียนในครั้งนี้แล้วค่ะ เย้ ๆๆ
แหม... เราก็พยายามเต็มที่จะหลอก เอ๊ย... จะเขียนให้เนียน ๆ ค่ะ
เห็นอ่านว่าชุดทหารก็คงคิดกันว่าเป็นท่านอดีตหัวหน้าหน่วยฮวารางกันใช่ไหมล่ะคะ? ^^
เอาเป็นว่าอ่านกันเพลิน ๆ นะคะ
เพราะคนเขียนเกิดเฮี้ยนบ้าบอขึ้นมา เนื่องจากอากาศมันร้อนมากเกินไปน่ะค่ะ กร๊ากกกก
ส่วนเรื่องปืน เรื่องหน่วยรบอะไรมากมายที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงค่ะ
และขอแอบออกมาสารภาพกันตรงนี้แบบไม่อายเลยค่ะว่า
เราไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับปืนผาหน้าไม้และเรื่องเดินป่าเลยค่ะ ที่ท่าน ๆ เห็นในเรื่องนี้คือเราไปค้นมาล่ะค่ะ
ยังไงเราก็ต้องขออภัยถ้ามีข้อมูลตรงไหนผิดพลาดเอาไว้ก่อนล่วงหน้าเลยนะคะ *โค้ง*
และถ้าคุณผู้อ่านท่านใดที่มีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยากจะแก้ไขก็สามารถพีเอ็มมาบอกเราได้เลยค่า ^^
จริง ๆ เราก็อยากให้อ่านกันสนุก ๆ นะคะ
เรื่องหน้าจะมาลงเมื่อไรก็ยังไม่รู้เลยค่ะ
แต่คงไม่น่าจะเป็นแอคชั่นแบบนี้แล้วล่ะค่ะ
เพราะเหนื่อยจริง ๆ กับการพาไปตัวละครไปเดินบุกป่าฝ่าดงกันหลายวันค่ะ ฮ่า ๆๆ
เรื่องหน้าอาจจะเป็นรักโรแมนติกหรืออาจจะกลายเป็นดาร์กไปเลยก็ได้นะคะ (ตามอัตภาพของคนเขียน)
สุดท้ายนี้... อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ อากาศร้อนมากกกจริง ๆ ค่ะ ช่วงนี้ TT
แล้วพบกันใหม่นะคะ
ขอบคุณคุณผู้อ่านทุกท่านมาก ๆ เลยค่ะ >.<